บ้านสวย

รีวิวอสังหาริมทรัพย์ ขายบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด ที่ดิน | HomeForSaleInTH

รีวิวอสังหาริมทรัพย์ บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด ที่ดิน พร้อมสาระก่อนซื้อบ้าน ดูทำเล ค่าใช้จ่าย และเช็คจุดสำคัญก่อนตัดสินใจ

ทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ต้องเช็ค Demand จริงจากอะไรบ้างก่อนซื้อ

ผู้ลงทุนกำลังสำรวจ ทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยมองย่านที่มีที่อยู่อาศัย ถนน และระบบขนส่ง

     ทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ไม่ควรตัดสินจากคำว่า “ใกล้รถไฟฟ้า” “ใกล้มหาวิทยาลัย” หรือ “ใกล้แหล่งงาน” เพียงอย่างเดียว เพราะปัจจัยเหล่านี้ยังไม่ได้ยืนยันว่ามี Demand หรือความต้องการของผู้เช่าหรือผู้ซื้อสำหรับทรัพย์ที่เรากำลังสนใจจริง ก่อนซื้อจึงควรหาคำตอบให้ได้ว่า ใครคือคนที่ต้องการทรัพย์ประเภทนี้ เขามาอยู่ในพื้นที่เพราะอะไร มีกำลังจ่ายระดับใด มีตัวเลือกอื่นมากแค่ไหน และสิ่งที่เห็นในตลาดสะท้อนความต้องการจริง หรือเป็นเพียงทรัพย์จำนวนมากที่กำลังประกาศขายหรือให้เช่าอยู่ในขณะนั้น


     แทนที่จะถามเพียงว่า “ทำเลนี้ดีไหม” คำถามที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ชัดกว่าคือ “ใครต้องการทรัพย์แบบนี้ในทำเลนี้ และต้องการเพราะอะไร” เมื่อมีข้อมูลรองรับความต้องการของตลาดมากพอแล้ว จึงค่อยนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์ผลตอบแทน ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงในขั้นต่อไป


ทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ อย่าดูแค่ว่าใกล้อะไร

     รถไฟฟ้า มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์การค้า หรือสำนักงาน อาจทำให้พื้นที่ดูน่าสนใจขึ้น แต่การอยู่ใกล้สถานที่เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีคนต้องการทรัพย์ที่เรากำลังพิจารณาซื้อเสมอไป


     การตรวจ Demand ควรมองความสัมพันธ์เป็นลำดับดังนี้


     คน → กิจกรรมในพื้นที่ → ความต้องการทรัพย์ → กำลังจ่าย → ทรัพย์คู่แข่งในตลาด


     ตัวอย่างเช่น พื้นที่ที่มีสำนักงานจำนวนมากอาจมีคนเดินทางเข้ามาทำงานจริง แต่ยังต้องดูต่อว่าคนเหล่านั้นจำเป็นต้องพักใกล้ที่ทำงานหรือไม่ หรือสามารถเดินทางไปกลับจากพื้นที่อื่นได้สะดวกอยู่แล้ว หากมีความต้องการพักอาศัยในบริเวณนั้นจริง ก็ควรดูต่อว่าพวกเขามองหาห้องขนาดเล็ก บ้านสำหรับครอบครัว หรือทรัพย์รูปแบบใด


     ดังนั้น ก่อนใช้จุดเด่นของทำเลเป็นเหตุผลในการซื้อ ควรตอบให้ได้ก่อนว่า จุดเด่นนั้นทำให้เกิดความต้องการอยู่อาศัยหรือความต้องการใช้ทรัพย์ประเภทใดจริง


เริ่มจากถามว่าใครคือคนที่ต้องการทรัพย์ในพื้นที่

     ก่อนดูระดับค่าเช่าหรือจำนวนประกาศ ลองระบุก่อนว่าใครคือคนที่มีแนวโน้มจะใช้ทรัพย์ในพื้นที่นี้จริง


     กลุ่มลูกค้าอาจเป็นคนทำงาน นักศึกษา ครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ พนักงานโรงงาน ผู้ประกอบการ หรือคนที่ต้องเดินทางเข้าเมืองเป็นประจำ แต่แต่ละทำเลไม่จำเป็นต้องมีกลุ่มลูกค้าเหมือนกันทั้งหมด


     สิ่งสำคัญคือไม่ควรกำหนดกลุ่มลูกค้าจากการคาดเดาเพียงเพราะเห็นสถานที่สำคัญอยู่ใกล้ ควรเช็คต่อว่า

  • คนกลุ่มนั้นมีอยู่ในพื้นที่จริงหรือไม่
  • เขามีเหตุผลที่ต้องพักอาศัยหรือใช้พื้นที่บริเวณนี้หรือไม่
  • เขาต้องการทรัพย์ลักษณะไหน
  • มักอยู่อาศัยระยะสั้นหรือระยะยาว
  • มีทำเลอื่นที่ตอบโจทย์แทนได้หรือไม่
  • ระดับราคาของทรัพย์สอดคล้องกับกำลังจ่ายของกลุ่มลูกค้าหรือไม่

คนทำงาน นักเรียน และครอบครัวเดินอยู่ในย่านที่มีบ้าน ร้านค้า และอาคารพักอาศัยหลายรูปแบบ

     เมื่อรู้ว่ากำลังมองหาลูกค้ากลุ่มใด การอ่านข้อมูลตลาดจะง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องนำทรัพย์ทุกประเภทในย่านเดียวกันมาเปรียบเทียบรวมกัน


     หากยังไม่ได้กำหนดว่าจะลงทุนในบ้าน คอนโด หรือที่ดิน ควรแยกเรื่องการเลือกประเภททรัพย์ให้ชัดก่อน แล้วจึงนำทรัพย์ที่สนใจมาวิเคราะห์ความต้องการของตลาดในทำเลนั้นอีกครั้ง


     สำหรับขั้นตอนนี้ การอ่านแนวทาง ลงทุนอสังหาริมทรัพย์มือใหม่ ก่อน จะช่วยให้กำหนดประเภททรัพย์ที่จะนำมาเทียบกับ Demand ของพื้นที่ได้ชัดขึ้น


ดูเหตุผลที่คนต้องมาอยู่ ไม่ใช่ดูแค่สถานที่บนแผนที่

     สถานที่สำคัญจะสร้างความต้องการในตลาดได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนที่ใช้สถานที่นั้นด้วย


     การมีมหาวิทยาลัยอยู่ใกล้ ไม่ได้หมายความว่าคอนโดทุกระดับราคาจะมีตลาดเช่าเท่ากัน เพราะนักศึกษา บุคลากร และคนทำงานรอบมหาวิทยาลัยอาจต้องการที่พักคนละแบบ และมีกำลังจ่ายไม่เท่ากัน


     การมีนิคมอุตสาหกรรมอยู่ใกล้ ก็ไม่ได้หมายความว่าบ้านทุกประเภทจะเหมาะกับพนักงานในพื้นที่ เพราะบางกลุ่มอาจใช้รถรับส่ง บางกลุ่มอาจพักในหอพัก และบางกลุ่มอาจมองหาบ้านที่เหมาะกับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัว


     รถไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน โครงการที่อยู่ห่างจากสถานีในระยะใกล้เคียงกันอาจมีความต้องการต่างกันได้ เนื่องจากเส้นทางเดินจริง ความสะดวกในการเข้าออก ร้านค้า สภาพแวดล้อม และลักษณะของคนที่ใช้พื้นที่อาจแตกต่างกัน


     ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย นิคมอุตสาหกรรม หรือรถไฟฟ้า สิ่งที่ควรตรวจต่อคือ สถานที่นั้นทำให้คนกลุ่มใดต้องมาอยู่ในพื้นที่ ต้องการทรัพย์แบบไหน และมีกำลังจ่ายระดับใด


ทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ต้องเช็คตลาดเช่าจากข้อมูลจริง

     หากตั้งใจลงทุนเพื่อปล่อยเช่า ประกาศออนไลน์ช่วยให้เห็นภาพตลาดเบื้องต้นได้ แต่ควรใช้เพื่อดูจำนวนทรัพย์คู่แข่งและช่วงราคาเสนอ มากกว่านำค่าเช่าสูงสุดที่พบมาใช้เป็นตัวเลขตั้งต้นทันที


     สิ่งที่ควรดู ได้แก่

  • มีทรัพย์ลักษณะใกล้เคียงประกาศให้เช่าหรือไม่
  • มีตัวเลือกมากหรือน้อยเพียงใด
  • ราคาเสนอส่วนใหญ่อยู่ในช่วงใด
  • ทรัพย์แบบใดพบได้บ่อย
  • คู่แข่งมีจุดเด่นอะไร
  • หากติดตามได้ ประกาศเดิมยังอยู่ในตลาดเป็นเวลานานหรือมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่


     ต้องแยกให้ออกระหว่าง ราคาเสนอในประกาศ กับ ราคาที่ตกลงเช่ากันจริง เพราะประกาศบางรายการอาจซ้ำ หมดอายุ ยังไม่ได้อัปเดต หรือเจ้าของอาจยังหาผู้เช่าไม่ได้ในราคาที่ตั้งไว้


สัญญาณที่ดู บอกอะไรได้ ต้องระวังอะไร
ประกาศจำนวนมาก เห็นจำนวนตัวเลือกและช่วงราคา ไม่ได้แปลว่าปล่อยได้เร็ว
คนทำงานในพื้นที่ อาจมีกลุ่มลูกค้าอยู่จริง ต้องดูว่าต้องการทรัพย์แบบไหน
ค่าเช่าสูง เห็นระดับราคาเสนอ ไม่ใช่ราคาที่ตกลงเช่าจริง
โครงการใหม่ อาจเพิ่มกิจกรรมในพื้นที่ ยังไม่ใช่ความต้องการที่เกิดขึ้นแล้ว

ผู้ลงทุนเปรียบเทียบข้อมูลประกาศเช่าใน ทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ผ่านแล็ปท็อป ภาพทรัพย์ และเครื่องคิดเลข

ประกาศเยอะไม่ได้แปลว่าปล่อยง่าย

     จำนวนทรัพย์ที่ประกาศอยู่ในตลาดมากสามารถตีความได้หลายแบบ


     ตลาดอาจมีขนาดใหญ่และมีผู้ใช้จำนวนมาก จึงมีเจ้าของนำทรัพย์ออกมาให้เช่าหรือขายมาก ขณะเดียวกัน ประกาศจำนวนมากก็อาจหมายถึงการแข่งขันสูง หรือมีทรัพย์บางส่วนที่ยังหาลูกค้าไม่ได้


     ในทางกลับกัน ประกาศน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าความต้องการต่ำเสมอไป เพราะอาจเป็นตลาดขนาดเล็ก มีทรัพย์หมุนเวียนไม่มาก เจ้าของอาจใช้ช่องทางอื่นในการหาลูกค้า หรือทรัพย์บางประเภทอาจถูกนำออกจากตลาดค่อนข้างเร็ว


     จึงไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่า


     ประกาศเยอะ = ปล่อยง่าย


     หรือ


     ประกาศน้อย = ไม่มี Demand


     จำนวนประกาศเป็นเพียงสัญญาณหนึ่ง ต้องดูร่วมกับประเภททรัพย์ ระดับราคา จำนวนคู่แข่ง และสภาพตลาดจริง


ทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ต้องดู Demand ให้ตรงกับประเภททรัพย์

     คำว่า “ทำเลมี Demand” ยังไม่ละเอียดพอสำหรับใช้ตัดสินใจซื้อ เพราะคนในพื้นที่อาจต้องการทรัพย์บางประเภทมากกว่าประเภทอื่น


     หากกำลังพิจารณาคอนโด 1 ห้องนอน ควรดูห้องที่มีขนาด ระดับราคา และกลุ่มผู้เช่าใกล้เคียงกัน มากกว่านำห้องทุกขนาดในย่านเดียวกันมาเปรียบเทียบรวมกัน


     หากเป็นทาวน์โฮม ผู้เช่าอาจไม่ได้เปรียบเทียบเฉพาะทาวน์โฮมในโครงการเดียวกัน แต่อาจนำบ้านเช่า บ้านแฝด หรือทรัพย์แนวราบอื่นที่อยู่ในงบประมาณใกล้เคียงกันมาเปรียบเทียบด้วย


     ส่วนอาคารพาณิชย์ควรดูพื้นที่ธุรกิจที่ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้แทนกันได้จริง ไม่ใช่ดูอาคารทั้งหมดที่อยู่ในเขตเดียวกัน


     ดังนั้น คำถามที่ชัดกว่าคือ “มี Demand สำหรับทรัพย์แบบที่กำลังจะซื้อหรือไม่” ไม่ใช่เพียง “ทำเลนี้มีคนเยอะหรือไม่”


เช็คว่ากลุ่มลูกค้าจ่ายไหวในระดับไหน

     ทำเลหนึ่งอาจมีคนจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าทรัพย์ทุกระดับราคาจะมีตลาดเท่ากัน


     ควรเปรียบเทียบระดับค่าเช่าหรือราคาที่พบกับกลุ่มลูกค้าที่คาดว่าจะใช้ทรัพย์ รวมถึงดูว่าลูกค้ามีทางเลือกอื่นในงบประมาณใกล้เคียงกันมากน้อยเพียงใด


     ทรัพย์ราคาแพงกว่าไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความต้องการ หากมีกลุ่มลูกค้าที่ต้องการพื้นที่ คุณภาพ หรือความสะดวกในระดับนั้นจริง


     ในทางกลับกัน ทรัพย์ราคาถูกกว่าก็ไม่ได้แปลว่าจะปล่อยง่ายเสมอ หากสภาพทรัพย์ การเดินทาง หรือรูปแบบพื้นที่ไม่ตรงกับสิ่งที่กลุ่มลูกค้าต้องการ


     จึงควรพิจารณา ราคา + คุณสมบัติของทรัพย์ + กลุ่มลูกค้า ไปพร้อมกัน


ทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ต้องดูหลายช่วงเวลาก่อนสรุป Demand

     ข้อมูลจากแผนที่หรือประกาศออนไลน์ไม่สามารถบอกลักษณะการใช้พื้นที่ได้ทั้งหมด การไปดูพื้นที่จริงหลายช่วงเวลาจึงช่วยให้เห็นชัดขึ้นว่าสิ่งที่เราคาดไว้สอดคล้องกับการใช้งานจริงหรือไม่


     ควรเลือกช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าที่คาดไว้ เช่น

  • เช้าก่อนเริ่มงาน
  • ช่วงกลางวัน
  • เย็นหลังเลิกงาน
  • ช่วงค่ำ
  • วันธรรมดา
  • วันหยุด


     ลองสังเกตว่าคนกลุ่มไหนใช้พื้นที่จริง ร้านค้าและบริการรองรับใคร อาคารสำนักงานหรือสถานประกอบการมีคนเข้าออกช่วงใด การเดินทางหลังเลิกงานเป็นอย่างไร และเมื่อกิจกรรมหลักของพื้นที่จบลงแล้ว ยังมีคนพักอาศัยและใช้ชีวิตในบริเวณนั้นมากน้อยเพียงใด


     พื้นที่ที่ดูคึกคักในช่วงกลางวันอาจเงียบลงมากหลังสำนักงานปิด ขณะที่บางย่านมีทั้งคนทำงานและผู้อยู่อาศัยใช้พื้นที่ต่อเนื่องถึงช่วงกลางคืน


     การไปดูเพียงครั้งเดียวจึงอาจทำให้เราเห็นเพียงภาพของช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ลักษณะการใช้พื้นที่ในช่วงเวลาอื่น ๆ

ย่านที่อยู่อาศัยและถนนสายเดียวกันในช่วงเย็นกับช่วงค่ำ แสดงความแตกต่างของผู้คน การเดินทาง และกิจกรรมในพื้นที่

แยกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วออกจากสิ่งที่ยังเป็นอนาคต

     รถไฟฟ้า ถนนใหม่ ศูนย์การค้า สำนักงาน หรือโครงการขนาดใหญ่ที่มีแผนจะเกิดขึ้นในอนาคต สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบได้ แต่ไม่ควรให้น้ำหนักเท่ากับสิ่งที่เปิดใช้งานและสร้างกิจกรรมในพื้นที่แล้ว


     ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงได้ทั้งกำหนดการ รูปแบบ และรายละเอียด ก่อนนำไปใช้ตัดสินใจจึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานหรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถืออีกครั้ง


     วิธีจัดข้อมูลให้เห็นความแตกต่างชัดขึ้น คือแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม


กลุ่ม A — หลักฐาน Demand ที่เกิดขึ้นแล้ว

     เช่น มีคนทำงานอยู่จริง มีผู้เช่าหรือผู้อยู่อาศัยอยู่จริง ระบบขนส่งเปิดใช้งานแล้ว และมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นแล้ว


     ข้อมูลกลุ่มนี้สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันได้ชัดที่สุด และควรให้น้ำหนักมากในการประเมินความต้องการของตลาด


กลุ่ม B — สัญญาณตลาดที่ต้องตีความ

     เช่น จำนวนประกาศ ระดับราคา จำนวนทรัพย์คู่แข่ง หรือทรัพย์ที่ประกาศอยู่ในตลาดเป็นเวลานาน


     ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้ข้อมูลเพียงอย่างเดียวสรุปภาพรวมของตลาดทั้งหมด ควรนำหลายสัญญาณมาเปรียบเทียบกันก่อนตัดสินใจ


     หากต้องการตรวจภาพรวมตลาดเพิ่มเติม ควรนำข้อมูลจากประกาศที่พบมาเทียบกับ รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) และตรวจข้อมูลฉบับล่าสุดอีกครั้งก่อนนำไปใช้ตัดสินใจ


กลุ่ม C — สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

     เช่น รถไฟฟ้าที่ยังไม่เปิด ศูนย์การค้าที่ยังไม่เปิด หรือโครงการพัฒนาที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ


     ข้อมูลกลุ่มนี้ช่วยประเมินแนวโน้มในอนาคตได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนความต้องการที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน


     หลักคิดง่าย ๆ คือ ข้อมูลกลุ่ม A ควรให้น้ำหนักมากกว่ากลุ่ม C ส่วนข้อมูลกลุ่ม B ควรตรวจจากหลายแหล่งก่อนสรุป


ดูจำนวนทรัพย์ใหม่ที่จะเข้ามาแข่งขันด้วย

     แม้ความต้องการในปัจจุบันจะดูดี แต่การแข่งขันอาจเปลี่ยนได้หากมีทรัพย์ใหม่เพิ่มเข้ามาในตลาด


     ควรสังเกตบริเวณใกล้เคียงว่ามีโครงการใหม่ อาคารใหม่ บ้านจัดสรรใหม่ คอนโดที่กำลังทยอยส่งมอบ หรือพื้นที่เช่าใหม่หรือไม่


     การมีทรัพย์ใหม่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะเกิดภาวะล้นตลาดแน่นอน เพราะความต้องการอาจเพิ่มขึ้นพร้อมกันได้ สิ่งที่ควรพิจารณาคือ เมื่อผู้เช่าหรือผู้ซื้อมีตัวเลือกมากขึ้น ทรัพย์ที่กำลังสนใจมีจุดใดที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือก


     เหตุผลนั้นอาจมาจากราคา ตำแหน่ง ขนาด สภาพทรัพย์ การเดินทาง ที่จอดรถ หรือคุณสมบัติอื่นที่ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่


     ถ้าทรัพย์ที่กำลังศึกษาเป็นอาคารสำนักงานทั้งอาคาร ควรดูต่อเรื่อง ลงทุนอาคารสำนักงานให้เช่า โดยเช็คทั้งผู้เช่าปัจจุบัน วันหมดสัญญา พื้นที่ว่าง และอาคารคู่แข่ง เพราะความต้องการเช่าพื้นที่สำนักงานไม่ได้สะท้อนจากจำนวนอาคารหรือราคาเสนอเช่าเพียงอย่างเดียว


ข้อมูลออนไลน์ควรตรวจซ้ำกับคนที่อยู่ในตลาดจริง

     หากตั้งใจลงทุนเพื่อปล่อยเช่า การสอบถามคนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่จะช่วยให้รู้ว่าข้อมูลที่เห็นทางออนไลน์สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากน้อยเพียงใด


     แหล่งข้อมูลอาจมาจากนายหน้าที่ทำตลาดในพื้นที่ นิติบุคคลอาคาร เจ้าของทรัพย์ ผู้ประกอบการ หรือคนที่ทำงานและพักอาศัยในบริเวณนั้น


     คำถามที่ควรถาม เช่น

  • ลูกค้าที่มองหาทรัพย์บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นใคร
  • มักต้องการทรัพย์แบบไหน
  • ระดับงบประมาณที่พบในตลาดอยู่ประมาณไหน
  • มีช่วงเวลาใดที่หาผู้เช่ายากขึ้นหรือไม่
  • ทรัพย์ลักษณะใดมีคู่แข่งมาก
  • ลูกค้ามักใช้ปัจจัยอะไรในการตัดสินใจ


     ไม่ควรเชื่อข้อมูลจากบุคคลเพียงคนเดียวแล้วนำไปสรุปภาพรวมของตลาดทั้งหมด ควรนำคำตอบไปเปรียบเทียบกับประกาศ สภาพพื้นที่ และข้อมูลจากแหล่งอื่นอีกครั้ง


แยก Demand สำหรับเช่า กับ Demand สำหรับซื้อ

     ตลาดเช่าและตลาดซื้อไม่จำเป็นต้องเป็นตลาดเดียวกัน และอาจมีกลุ่มลูกค้าต่างกันอย่างชัดเจน


     บางพื้นที่อาจมีผู้เช่าจำนวนมาก เพราะคนเข้ามาเรียนหรือทำงานชั่วคราว แต่เมื่อจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง คนกลุ่มเดียวกันอาจเลือกไปอยู่พื้นที่อื่นที่เหมาะกับการใช้ชีวิตระยะยาวมากกว่า


     ในทางกลับกัน บางย่านอาจมีครอบครัวซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดบ้านเช่าอาจไม่ได้มีขนาดใหญ่ในระดับเดียวกัน


     ก่อนประเมินความต้องการของตลาด จึงควรระบุให้ชัดว่ากำลังตรวจความต้องการของ

  • ผู้เช่าระยะยาว
  • ผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง
  • ผู้ที่อาจซื้อทรัพย์ต่อจากเราในอนาคต
  • หรือกลุ่มผู้ใช้ทรัพย์อื่นตามแผนการลงทุน


     การนำความต้องการของคนหลายกลุ่มมารวมกัน อาจทำให้ประเมินขนาดตลาดใหญ่กว่าความเป็นจริงสำหรับทรัพย์ที่เรากำลังพิจารณา


ทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ต้องพิสูจน์ Demand ก่อนคำนวณผลตอบแทน

     Rental Yield หรือผลตอบแทนจากค่าเช่า ซึ่งคำนวณจากค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับ จะมีความหมายก็ต่อเมื่อค่าเช่านั้นมีโอกาสเกิดขึ้นจริงในตลาด


     หากนำค่าเช่าที่ตั้งไว้สูงมาคำนวณ แต่มีผู้เช่าเพียงไม่กี่คนที่ยอมจ่ายในระดับนั้น ตัวเลขผลตอบแทนที่คำนวณได้ก็อาจไม่สะท้อนสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงหลังซื้อ


     ดังนั้น ก่อนเปรียบเทียบ Rental Yield หรือผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์ ควรตรวจให้ชัดก่อนว่า ค่าเช่าและความต้องการที่นำมาใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นมีหลักฐานรองรับมากน้อยเพียงใด


     หากต้องการแยกให้ชัดว่าผลตอบแทนจากค่าเช่ากับกำไรจากมูลค่าทรัพย์ต่างกันอย่างไร สามารถศึกษาเรื่อง Capital Gain กับ Rental Yield เพิ่มเติม แล้วค่อยนำตัวเลขที่ได้กลับมาเทียบกับ Demand ที่ตรวจสอบแล้ว


     หากเป้าหมายคือรายได้จากค่าเช่า ความต้องการของตลาดยังสัมพันธ์กับความต่อเนื่องของรายรับและโอกาสเกิดช่วงที่ไม่มีผู้เช่า ซึ่งควรนำไปพิจารณาร่วมกับรายรับ ค่าใช้จ่าย และเงินสำรองในแผนกระแสเงินสดด้วย


     สำหรับคนที่เน้นรายได้จากค่าเช่า ควรนำข้อมูล Demand ไปวิเคราะห์ต่อด้วยแนวคิดลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อกระแสเงินสด เพื่อดูว่ารายรับที่คาดไว้ยังเหลือจริงเท่าไรเมื่อรวมค่าใช้จ่ายและช่วงที่ไม่มีผู้เช่า


ทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ควรเช็ค Demand อะไรบ้างก่อนซื้อ

     ก่อนตัดสินใจซื้อ ลองตอบคำถามเหล่านี้โดยใช้ข้อมูลจากมากกว่าหนึ่งแหล่ง

  1. ใครคือผู้เช่าหรือผู้ซื้อหลักของพื้นที่
  2. คนกลุ่มนั้นมาอยู่หรือใช้พื้นที่เพราะอะไร
  3. เขาต้องการทรัพย์ประเภทไหน
  4. ระดับราคาหรือค่าเช่าสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายหรือไม่
  5. มีทรัพย์ที่แข่งขันกับทรัพย์ของเรามากแค่ไหน
  6. ประกาศจำนวนมากสะท้อนว่าตลาดมีขนาดใหญ่ หรืออาจหมายถึงมีทรัพย์ค้างอยู่ในตลาด
  7. ราคาที่เห็นเป็นเพียงราคาเสนอ หรือมีข้อมูลอื่นช่วยยืนยันราคาที่เกิดขึ้นจริง
  8. พื้นที่คึกคักต่อเนื่อง หรือคึกคักเฉพาะบางช่วงเวลา
  9. ปัจจัยที่คาดว่าจะสร้างความต้องการเปิดใช้งานแล้วหรือยัง
  10. มีทรัพย์ใหม่กำลังเพิ่มเข้ามาแข่งขันหรือไม่
  11. ความต้องการเช่ากับความต้องการซื้อเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่
  12. หากรายได้จากทรัพย์ต่ำกว่าที่คาด แผนการลงทุนยังรับความเสี่ยงได้หรือไม่

ผู้ลงทุนรวบรวมแผนที่ รายการตรวจสอบ และข้อมูลทรัพย์เพื่อประเมิน ทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ก่อนตัดสินใจซื้อ

     หากคำตอบสำคัญหลายข้อยังอยู่ในระดับ “น่าจะ” มากกว่าจะมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ นั่นเป็นสัญญาณว่าควรเก็บข้อมูลเพิ่มก่อนตัดสินใจ


     ทำเลที่เหมาะจะนำไปวิเคราะห์ต่อ จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่มีจุดเด่นหลายอย่าง แต่ควรเป็นพื้นที่ที่เราสามารถอธิบายได้ว่า ใครต้องการทรัพย์ประเภทนี้ ต้องการเพราะอะไร มีกำลังจ่ายระดับใด มีทางเลือกอะไร และเราต้องแข่งขันกับทรัพย์แบบไหนในตลาด


     ก่อนซื้อ ไม่ควรตัดสินความต้องการของตลาดจากจุดเด่นของทำเลเพียงข้อเดียว ควรรวบรวมข้อมูลจากตลาดเช่า ตลาดซื้อ ทรัพย์คู่แข่ง คนในพื้นที่ และการลงไปดูสถานการณ์จริงหลายช่วงเวลา พร้อมแยกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วออกจากสิ่งที่ยังเป็นความคาดหวัง จากนั้นจึงค่อยนำข้อมูลไปวิเคราะห์ผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น