บ้านสวย

รีวิวอสังหาริมทรัพย์ ขายบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด ที่ดิน | HomeForSaleInTH

รีวิวอสังหาริมทรัพย์ บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด ที่ดิน พร้อมสาระก่อนซื้อบ้าน ดูทำเล ค่าใช้จ่าย และเช็คจุดสำคัญก่อนตัดสินใจ

เงินสำรองลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ควรเผื่ออะไรบ้างก่อนซื้อและระหว่างถือครอง

เงินสำรองลงทุนอสังหาริมทรัพย์ กับโมเดลบ้าน เครื่องคิดเลข และเงินที่เตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายระหว่างถือครอง

     มีเงินพอซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินพร้อมถือครองต่อไป เพราะหลังจากจ่ายเงินซื้อและเตรียมทรัพย์แล้ว ยังอาจมีภาระที่ต้องจ่าย มีค่าซ่อมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรือมีช่วงที่รายได้จากทรัพย์เข้าช้ากว่าที่คาด เงินสำรองลงทุนอสังหาริมทรัพย์ จึงควรแยกไว้ตั้งแต่ก่อนซื้อ เพื่อให้ยังมีเงินพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในแผน


     สิ่งสำคัญไม่ใช่การกำหนดว่าทุกคนต้องสำรองเงินกี่เดือนหรือกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการดูว่าอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะซื้อหรือกำลังถือครองอยู่มีภาระอะไรบ้าง มีค่าใช้จ่ายก้อนใดที่อาจเกิดขึ้น และต้องการให้เงินสำรองช่วยรองรับช่วงที่รายได้ไม่เป็นไปตามแผนได้นานเพียงใด


เงินสำรองลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ต่างจากเงินซื้อทรัพย์อย่างไร

     ก่อนวางแผนเงินสำรอง ควรแยกเงินที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนออกเป็น 3 ส่วน เพราะเงินแต่ละส่วนมีหน้าที่ต่างกัน


     ก้อนที่ 1 เงินสำหรับซื้อและเตรียมทรัพย์


     คือเงินที่ใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการเตรียมทรัพย์ให้พร้อมใช้งานหรือพร้อมสร้างรายได้ตามแผนของแต่ละกรณี


     ก้อนที่ 2 เงินสำหรับค่าใช้จ่ายตามปกติ


     คือเงินที่ใช้รองรับค่าใช้จ่ายระหว่างถือครองในภาวะปกติ รวมถึงรายรับและรายจ่ายที่เกิดจากการนำทรัพย์ไปสร้างรายได้ ซึ่งควรประเมินแยกในมุมกระแสเงินสด


     ก้อนที่ 3 เงินสำรอง


     คือเงินที่ควรเก็บไว้สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น รายได้เข้าช้ากว่าที่คาด ค่าซ่อมที่เกิดขึ้นกะทันหัน หรือช่วงที่ยังมีค่าใช้จ่ายบางอย่างต้องจ่ายต่อ แม้รายได้จากทรัพย์จะลดลงหรือหยุดชั่วคราว

เงินสำรองลงทุนอสังหาริมทรัพย์ แยกจากเงินซื้อบ้านและค่าใช้จ่ายประจำ โดยมีโมเดลบ้าน เครื่องคิดเลข และกระปุกเงิน

     ปัญหามักเกิดเมื่อเงินทั้งสามส่วนถูกรวมเป็นเงินก้อนเดียว แล้วใช้เกือบทั้งหมดไปกับการซื้อและเตรียมทรัพย์ พอซื้อเสร็จจึงเหลือเงินสดน้อยเกินไปสำหรับรับมือค่าใช้จ่ายหรือเหตุการณ์ที่ไม่ได้วางแผนไว้


ก่อนซื้อ อย่าใช้เงินจนแทบไม่เหลือเงินสำรอง

     การรู้ว่ามีเงินพอซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือไม่ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องดูต่อด้วยว่าหลังซื้อแล้วจะยังมีเงินเหลือสำหรับรับภาระระหว่างถือครองมากน้อยเพียงใด


     แทนที่จะถามเพียงว่า


     “มีเงินพอซื้อทรัพย์นี้หรือไม่”


     ควรถามเพิ่มว่า


     “หลังซื้อและเตรียมทรัพย์แล้ว ยังเหลือเงินสำหรับรับมือเหตุการณ์ที่ไม่ได้วางแผนไว้หรือไม่”


     หากการซื้อใช้เงินที่เตรียมไว้เกือบทั้งหมด ควรคิดต่อทันทีว่า ถ้ามีค่าซ่อมก้อนหนึ่ง รายได้เริ่มเข้าช้ากว่าที่คาด หรือต้องถือครองทรัพย์นานขึ้นโดยยังไม่มีรายได้ตามแผน จะนำเงินส่วนใดมาจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านั้น


     การเก็บเงินไว้เผื่อเหตุการณ์นอกแผนไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมีเงินสำรองเท่ากัน แต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการวางแผนโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่คาดเสมอ


เงินสำรองควรรองรับทั้งค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายต่อและค่าใช้จ่ายก้อน

     ก่อนกำหนดว่าควรเตรียมเงินสำรองไว้เท่าไร ควรแยกให้ชัดก่อนว่าค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นมีลักษณะอย่างไร เพราะค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายต่อเนื่องกับค่าใช้จ่ายก้อนมีทั้งความถี่และช่วงเวลาที่เกิดแตกต่างกัน


ค่าใช้จ่ายที่ยังต้องจ่ายแม้รายได้สะดุด

     เริ่มจากเขียนรายการว่า หากช่วงหนึ่งรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ลดลง หรือยังไม่เข้าตามเวลาที่คาดไว้ มีค่าใช้จ่ายใดบ้างที่เจ้าของยังต้องรับผิดชอบ


     ตัวอย่างที่อาจต้องนำมาพิจารณา เช่น

  • ค่างวดสินเชื่อ หากมี
  • ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการถือครองทรัพย์
  • ค่าส่วนกลางตามแต่ละกรณี
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์ที่ไม่ควรเลื่อนออกไป
  • ค่าใช้จ่ายประจำอื่นที่ยังต้องจ่าย แม้ช่วงนั้นไม่มีรายได้จากทรัพย์


     รายการเหล่านี้ช่วยให้เห็นชัดขึ้นว่า หากรายได้สะดุด ยังมีค่าใช้จ่ายใดที่ต้องจ่ายต่อ จึงเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินว่าควรเตรียมเงินสำรองไว้มากน้อยเพียงใด โดยไม่จำเป็นต้องนำรายละเอียดรายรับและรายจ่ายทั้งหมดมาคำนวณซ้ำในส่วนนี้


     หากยังไม่ได้แยกรายรับและรายจ่ายตามปกติของทรัพย์ให้ชัด ควรกลับไปดู หลักการคิดกระแสเงินสดของอสังหาริมทรัพย์ ก่อน เพราะข้อมูลส่วนนี้จะช่วยให้เห็นว่าหากรายได้สะดุด มีค่าใช้จ่ายใดที่ยังต้องจ่ายต่อ


ค่าใช้จ่ายก้อนที่ไม่ได้เกิดทุกเดือน

     อีกส่วนหนึ่งคือค่าใช้จ่ายที่รู้ว่าอาจเกิดขึ้น แต่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าจะเกิดเมื่อไรหรือใช้เงินเท่าใด เช่น

  • ค่าซ่อมบางประเภท
  • ค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุดหรือหมดอายุการใช้งาน
  • ค่าใช้จ่ายในการฟื้นสภาพทรัพย์หลังใช้งาน
  • ค่าเตรียมทรัพย์ก่อนนำกลับมาใช้งานหรือปล่อยเช่ารอบใหม่
  • ค่าใช้จ่ายก้อนอื่นที่เกี่ยวข้องกับอายุและสภาพของทรัพย์


     การแยกค่าใช้จ่ายสองกลุ่มนี้ออกจากกันช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเงินที่ต้องใช้กับค่าใช้จ่ายตามปกติไปนับรวมเป็นเงินสำรองทั้งหมด เพราะหากเงินก้อนเดียวถูกกำหนดให้รองรับหลายหน้าที่พร้อมกัน จำนวนเงินที่คิดว่ายังเหลืออาจไม่ตรงกับเงินที่พร้อมนำมาใช้จริง


เงินฉุกเฉินส่วนตัวกับเงินสำรองสำหรับทรัพย์ควรแยกกัน

     เงินที่มีอยู่ในบัญชีไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดพร้อมนำมาใช้กับอสังหาริมทรัพย์ เพราะเงินแต่ละส่วนอาจมีหน้าที่ต่างกัน


     เงินฉุกเฉินส่วนตัวมีไว้รองรับค่าใช้จ่ายจำเป็นของผู้ลงทุนหรือครอบครัวเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ส่วนเงินสำรองสำหรับอสังหาริมทรัพย์มีไว้รองรับค่าใช้จ่ายและภาระที่เกิดจากการถือครองทรัพย์


     หากใช้เงินก้อนเดียวรองรับพร้อมกันทั้ง

  • ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต
  • เหตุฉุกเฉินส่วนตัว
  • ค่าใช้จ่ายของอสังหาริมทรัพย์
  • ค่าซ่อมหรือค่าใช้จ่ายก้อนอื่น


     เงินสดที่ดูเหมือนมีเพียงพอในตอนแรกอาจถูกกำหนดให้ทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทำให้เข้าใจผิดว่ายังมีเงินสำหรับรองรับการลงทุนมากกว่าที่พร้อมใช้อยู่จริง


     อย่างน้อยควรแยกให้เห็นว่าเงินส่วนใดเตรียมไว้สำหรับอสังหาริมทรัพย์ และเงินส่วนใดยังจำเป็นต้องเก็บไว้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดสัดส่วนเดียวกันสำหรับทุกคน

เงินสำรองลงทุนอสังหาริมทรัพย์ แยกจากเงินฉุกเฉินส่วนตัว โดยมีเงินสองส่วน โมเดลบ้าน กระเป๋าสตางค์ และอุปกรณ์ซ่อม

เผื่อช่วงที่ทรัพย์ยังสร้างรายได้ไม่ได้ตามแผน

     อสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เริ่มสร้างรายได้หรือขายต่อได้ตรงตามเวลาที่คาดไว้เสมอ จึงควรเตรียมเงินไว้รองรับช่วงที่การสร้างรายได้หรือการขายล่าช้ากว่าแผนด้วย


     สถานการณ์ที่ควรนำมาพิจารณา เช่น

  • เริ่มสร้างรายได้ช้ากว่าที่คาด
  • ใช้เวลาหาผู้เช่าหรือผู้ใช้งานทรัพย์นานขึ้น
  • มีช่วงว่างระหว่างผู้เช่ารายเดิมกับรายใหม่
  • ต้องซ่อมหรือเตรียมทรัพย์ก่อนนำกลับมาใช้งาน
  • การขายใช้เวลานานกว่าที่วางแผนไว้


     ประเด็นในส่วนนี้ไม่ใช่การคำนวณว่าห้องว่างกี่เดือนจึงจะคุ้ม แต่คือการรู้ว่า หากรายได้ยังไม่เข้าตามแผน ค่าใช้จ่ายที่ยังต้องจ่ายจะนำเงินจากส่วนใดมารองรับ


     หากยังไม่แน่ใจว่าพื้นที่นั้นมีความต้องการเช่าหรือซื้อจริงมากน้อยเพียงใด ควร เช็คความต้องการจริงของทำเลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ แยกต่างหาก แล้วนำความไม่แน่นอนของระยะเวลาที่อาจต้องรอผู้เช่าหรือผู้ซื้อกลับมาประกอบการวางเงินสำรอง


เงินสำรองลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ของทรัพย์แต่ละแบบไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

     ราคาทรัพย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าควรมีเงินสำรองเท่าไร เพราะอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาใกล้กันอาจมีค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงระหว่างถือครองแตกต่างกันมาก


     ปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกัน ได้แก่

  • ประเภทและรูปแบบการใช้ทรัพย์
  • อายุของทรัพย์
  • สภาพที่ตรวจพบก่อนซื้อ
  • รูปแบบการสร้างรายได้
  • ภาระสินเชื่อ
  • ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำ
  • งานซ่อมที่พอคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
  • ระยะเวลาที่คาดว่าจะถือครองทรัพย์
  • ความไม่แน่นอนในช่วงเริ่มสร้างรายได้


     หากยังอยู่ในขั้นเลือกว่าจะลงทุนในบ้าน คอนโด หรือที่ดิน ควรแยกไปดู ความแตกต่างของอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภท ก่อน แล้วจึงนำภาระและค่าใช้จ่ายของตัวเลือกที่สนใจกลับมาประเมินเงินสำรอง

ผู้ลงทุนมองโมเดลบ้านสองแบบเพื่อเปรียบเทียบสภาพทรัพย์ อายุการใช้งาน และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดในอนาคต

     ลองดูตัวอย่างสมมติสองกรณี


     นักลงทุน A ซื้อทรัพย์ที่ค่อนข้างใหม่และยังไม่เห็นงานซ่อมใหญ่ในระยะใกล้ แต่มีค่างวดสินเชื่อที่ต้องจ่ายต่อเนื่อง


     นักลงทุน B ซื้อทรัพย์มือสองโดยไม่มีสินเชื่อ แต่อาคารและอุปกรณ์บางส่วนมีอายุการใช้งานมากกว่า จึงอาจต้องเตรียมเงินสำหรับค่าซ่อมในอนาคต


     แม้ทั้งสองคนจะมีเงินสำรองจำนวนเท่ากัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรับมือความเสี่ยงได้เท่ากัน เพราะค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นและภาระที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกัน


เงินสำรองลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ควรมีเท่าไร

     ไม่มีจำนวนเดือนหรือเปอร์เซ็นต์เดียวที่เหมาะกับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทและผู้ลงทุนทุกคน จำนวนที่เหมาะสมควรประเมินจากภาระ ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิด สภาพทรัพย์ รูปแบบรายได้ และความสามารถของแต่ละคนในการรับมือช่วงที่รายได้ไม่เป็นไปตามแผน


     แทนที่จะเริ่มจากคำถามว่า “คนอื่นสำรองเท่าไร” ควรเริ่มจาก 3 เรื่องต่อไปนี้


1. ค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

     เขียนรายการค่าใช้จ่ายที่ยังต้องจ่าย หากรายได้ลดลงหรือเข้าช้ากว่าที่คาด รวมถึงภาระจากการถือครองทรัพย์และสินเชื่อตามแต่ละกรณี


2. ค่าใช้จ่ายก้อนที่มีโอกาสเกิด

     ดูจากอายุ สภาพ และรูปแบบการใช้งานของทรัพย์ว่ามีรายการใดที่ควรเตรียมเงินไว้ล่วงหน้า เช่น ค่าซ่อมหรือค่าเตรียมทรัพย์ก่อนนำกลับมาใช้งานหรือปล่อยเช่ารอบใหม่


3. ระยะเวลาที่ต้องการให้เงินสำรองรองรับ

     ลองคิดว่า หากทรัพย์ยังไม่สร้างรายได้ตามแผน ต้องการให้เงินก้อนนี้ช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็นได้นานเพียงใด โดยพิจารณาจากความเสี่ยงของทรัพย์และความสามารถของตนเองในการรับมือช่วงที่รายได้ไม่แน่นอน


     เมื่อนำทั้งสามเรื่องมาพิจารณาร่วมกัน จะเห็นได้ชัดขึ้นว่าควรเตรียมเงินสำรองไว้ในระดับใดจึงจะเหมาะกับสถานการณ์ของทรัพย์นั้น


     หลักคิดแบบง่ายคือ


     ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย + ค่าใช้จ่ายก้อนที่อาจเกิด + ระยะเวลาที่ต้องการรองรับ


     หลักคิดนี้ไม่ใช่สูตรทางการเงินตายตัว แต่เป็นวิธีช่วยประเมินเงินสำรองจากค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงที่มีอยู่จริง


ใช้ตารางวางเงินสำรองแทนการเดาจำนวนเงิน

     ก่อนตัดสินใจซื้อ สามารถทำตารางง่าย ๆ เพื่อดูว่า หากเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น จะใช้เงินส่วนใดมารองรับ


เหตุการณ์ ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิด เงินที่เตรียมไว้
รายได้สะดุด ค่าใช้จ่ายที่ยังต้องจ่าย เงินสำรองช่วงถือครอง
ต้องซ่อม ค่าซ่อมหรือค่าอุปกรณ์ เงินสำรองสำหรับงานซ่อม
เปลี่ยนผู้เช่า ค่าเตรียมทรัพย์รอบใหม่ เงินสำรองช่วงเปลี่ยนผู้เช่า
ขายช้ากว่าแผน ค่าใช้จ่ายช่วงถือครองเพิ่ม เงินสำรองช่วงถือครอง


     ในขั้นแรกยังไม่จำเป็นต้องใส่จำนวนเงิน จุดประสงค์ของตารางนี้คือช่วยเช็คว่าแต่ละเหตุการณ์มีเงินส่วนใดเตรียมไว้รองรับแล้วหรือยัง


     หลังจากนั้นจึงค่อยใส่จำนวนเงินตามข้อมูลจริงของทรัพย์ และควรระวังไม่ให้นับเงินก้อนเดียวซ้ำว่าพร้อมใช้กับหลายเหตุการณ์ หากเหตุการณ์เหล่านั้นมีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้กัน

โต๊ะวางแผนค่าใช้จ่ายของอสังหาริมทรัพย์ มีแบบฟอร์มเปล่า เครื่องคิดเลข เหรียญ โมเดลบ้าน และอุปกรณ์ซ่อม

รายการเช็คก่อนซื้อและระหว่างถือครอง

     ใช้รายการนี้ทบทวนก่อนตัดสินใจนำเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือใช้ตรวจแผนอีกครั้งระหว่างถือครอง

  • เงินสำหรับซื้อทรัพย์แยกจากเงินสำรองแล้วหรือยัง
  • หลังซื้อและเตรียมทรัพย์ยังมีเงินสดหรือสภาพคล่องเหลือหรือไม่
  • มีค่าใช้จ่ายอะไรที่ยังต้องจ่ายแม้รายได้สะดุด
  • มีค่าซ่อมหรือค่าใช้จ่ายก้อนใดที่พอคาดการณ์ได้จากสภาพทรัพย์แล้วบ้าง
  • ต้องเผื่อช่วงที่รายได้เข้าช้าหรือยังไม่มีรายได้หรือไม่
  • เงินสำรองสำหรับทรัพย์แยกจากเงินฉุกเฉินส่วนตัวแล้วหรือยัง
  • หากมีสินเชื่อ ได้นำค่างวดหรือภาระที่เกี่ยวข้องมาคิดไว้แล้วหรือไม่
  • มีค่าใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนผู้เช่าหรือผู้ใช้งานทรัพย์หรือไม่
  • หากใช้เงินสำรองไป มีแผนเติมเงินกลับหรือไม่
  • ภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดแล้วหรือยัง


     หากยังตอบบางข้อไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องยกเลิกการลงทุน แต่เป็นสัญญาณว่าควรหาข้อมูลเพิ่มก่อนใช้เงินไปกับการซื้อจนเหลือเงินสดน้อยเกินไป


เงินสำรองลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ควรทบทวนอย่างไรระหว่างถือครอง

     การวางแผนเงินสำรองไม่ได้จบในวันที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพราะสภาพทรัพย์ ค่าใช้จ่าย และรูปแบบรายได้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดช่วงเวลาที่ถือครอง


     เมื่อมีการนำเงินสำรองออกมาใช้ ควรกลับมาทบทวนอีกครั้งว่า

  • เงินที่เหลือยังเพียงพอสำหรับรับมือเหตุการณ์เดิมหรือไม่
  • มีค่าใช้จ่ายใหม่ที่เริ่มคาดการณ์ได้ล่วงหน้าหรือไม่
  • สภาพทรัพย์เปลี่ยนจนควรเตรียมเงินสำหรับค่าซ่อมเพิ่มเติมหรือไม่
  • ภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่
  • ระยะเวลาที่คาดว่าจะถือครองทรัพย์เปลี่ยนจากแผนเดิมหรือไม่


     จากนั้นจึงค่อยเติมเงินสำรองกลับตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าต้องนำรายได้กี่เปอร์เซ็นต์มาเติมทุกครั้ง เพราะค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องของแต่ละคนไม่เหมือนกัน


สัญญาณว่าเงินสำรองอาจน้อยเกินไป

     ควรกลับมาทบทวนแผน หากพบลักษณะเหล่านี้

  • ซื้อแล้วแทบไม่มีเงินสดเหลือ
  • ต้องพึ่งรายได้จากทรัพย์งวดถัดไปทันที
  • หากเกิดค่าซ่อมก้อนหนึ่งต้องพึ่งหนี้ระยะสั้น
  • เงินสำรองสำหรับทรัพย์กับเงินฉุกเฉินส่วนตัวเป็นเงินก้อนเดียวกันทั้งหมด
  • ยังไม่เคยประเมินค่าซ่อมหรือค่าใช้จ่ายก้อนจากสภาพทรัพย์
  • วางแผนโดยคิดว่ารายได้จะเข้าตรงเวลาทุกช่วง
  • นับเงินก้อนเดียวว่าพร้อมใช้รองรับหลายเหตุการณ์พร้อมกัน


     สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าแผนการลงทุนผิดเสมอไป แต่บอกว่าควรกลับไปเช็คอีกครั้งว่าเงินที่เตรียมไว้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจริงหรือไม่


ค่าใช้จ่ายที่เงื่อนไขเปลี่ยนได้ควรตรวจแยกก่อนกำหนดเงินสำรอง

     ค่าใช้จ่ายบางประเภทไม่ควรใช้ข้อมูลเก่าหรืออ้างอิงจากกรณีของผู้อื่นโดยตรง เพราะรายละเอียดและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงได้ และอสังหาริมทรัพย์แต่ละรายการอาจมีข้อเท็จจริงต่างกัน


ถ้ามีสินเชื่อ ต้องนำภาระที่ต้องจ่ายจริงมาคิดด้วย

     หากซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยใช้สินเชื่อ ควรพิจารณาว่า หากช่วงหนึ่งรายได้จากทรัพย์ไม่เป็นไปตามแผน จะนำเงินจากส่วนใดมาชำระค่างวดและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง


     หากเป็นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สามารถตรวจสอบ ข้อมูลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย จากธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มเติม และควรใช้เงื่อนไขล่าสุดจากธนาคารที่ยื่นกู้จริงเป็นข้อมูลหลักในการวางแผน


     อัตราดอกเบี้ย เงื่อนไขสินเชื่อ และข้อกำหนดของสถาบันการเงินสามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากผู้ให้สินเชื่อก่อนนำตัวเลขจริงมาใช้วางแผน หากภาระดังกล่าวมีผลต่อฐานะการเงินอย่างมาก ควรพิจารณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม


ภาษี ค่าธรรมเนียม และกฎที่เกี่ยวข้องควรตรวจข้อมูลล่าสุด

     ภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายจากการจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรมอาจแตกต่างกันตามประเภทของธุรกรรม ผู้ถือครอง และรายละเอียดของแต่ละกรณี จึงไม่ควรนำตัวเลขจากกรณีหนึ่งมาใช้กับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท


     ก่อนประเมินว่าหลังซื้อแล้วจะเหลือเงินสดหรือสภาพคล่องจริงเท่าไร ควรตรวจสอบ ข้อมูลค่าธรรมเนียม ภาษี และอากรของกรมที่ดิน รวมถึงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนั้น แล้วจึงนำตัวเลขจริงมาใช้วางแผน


     คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีเงินพอซื้อทรัพย์หรือไม่” แต่คือหลังจากซื้อแล้ว ยังเหลือเงินเพียงพอสำหรับรับมือค่าใช้จ่ายและเหตุการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในแผนหรือไม่


     ก่อนซื้อ ลองแยกเงินสำหรับซื้อทรัพย์ออกจากเงินสำหรับค่าใช้จ่ายตามปกติและเงินสำรอง จากนั้นเขียนรายการค่าใช้จ่ายที่ยังต้องจ่ายหากรายได้สะดุด ค่าใช้จ่ายก้อนที่อาจเกิด และระยะเวลาที่ต้องการให้เงินสำรองช่วยรองรับ วิธีนี้จะช่วยให้การกำหนด เงินสำรองสำหรับทรัพย์ลงทุน สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงที่มีอยู่จริง มากกว่าการนำตัวเลขของคนอื่นมาใช้เป็นคำตอบสำหรับทุกกรณี


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น