บ้านสวย

รีวิวอสังหาริมทรัพย์ ขายบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด ที่ดิน | HomeForSaleInTH

รีวิวอสังหาริมทรัพย์ บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด ที่ดิน พร้อมสาระก่อนซื้อบ้าน ดูทำเล ค่าใช้จ่าย และเช็คจุดสำคัญก่อนตัดสินใจ

Capital Gain กับ Rental Yield ต่างกันยังไง ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ควรดูแบบไหน

Capital Gain กับ Rental Yield ภาพบ้าน คอนโด เครื่องคิดเลข เงินไทย และกุญแจสำหรับเปรียบเทียบผลตอบแทนอสังหาริมทรัพย์

     เวลาเห็นคำว่า “อสังหาริมทรัพย์ให้ผลตอบแทนดี” สิ่งแรกที่ควรถามต่อคือ ผลตอบแทนนั้นมาจากอะไร เพราะอสังหาริมทรัพย์บางแห่งอาจปล่อยเช่าได้ดีเมื่อเทียบกับราคาซื้อ แต่ราคาขายต่ออาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่คาด ขณะที่บางแห่งอาจให้ค่าเช่าไม่สูงนัก แต่มีปัจจัยที่ผู้ลงทุนมองว่าอาจช่วยให้มูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว การเข้าใจ Capital Gain กับ Rental Yield จึงช่วยให้แยกได้ชัดว่ากำลังพิจารณาผลตอบแทนคนละด้าน และช่วยให้ตัดสินใจโดยดูทั้งรายได้ ต้นทุน ความเสี่ยง ระยะเวลาที่ตั้งใจถือ และแผนขายต่อ ไม่ใช่มองเพียงตัวเลขเปอร์เซ็นต์ตัวเดียว


Capital Gain กับ Rental Yield ต่างกันตรงไหนแบบเข้าใจง่าย

     Rental Yield ใช้ดูผลตอบแทนจากค่าเช่า โดยนำรายได้ค่าเช่ามาเปรียบเทียบกับราคาหรือต้นทุนของอสังหาริมทรัพย์ตามฐานที่เลือกใช้ในการคำนวณ พูดง่าย ๆ คือช่วยตอบคำถามว่า


     “ระหว่างที่ถืออสังหาริมทรัพย์นี้อยู่ รายได้ค่าเช่าเมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุนไปอยู่ในระดับใด”


     ส่วน Capital Gain ใช้ดูว่ามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใดระหว่างตอนซื้อกับตอนขาย จึงช่วยตอบคำถามว่า


     “หากขายในอนาคต ราคาขายจะแตกต่างจากต้นทุนเดิมมากน้อยแค่ไหน”


     ทั้งสองตัวจึงใช้ตอบคนละคำถาม และไม่ควรนำมาใช้แทนกัน


     ค่าเช่าดี ไม่ได้แปลว่าราคาขายต่อจะเพิ่มมาก
และราคาทรัพย์ที่คาดว่าจะเพิ่ม ก็ไม่ได้แปลว่าจะสร้างกระแสเงินสดระหว่างถือได้ดี


     หากเพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ควรแยกให้ออกก่อนว่าเรากำลังเลือก “ประเภทของอสังหาริมทรัพย์” หรือกำลังประเมิน “รูปแบบของผลตอบแทน” เพราะเป็นคนละขั้นของการตัดสินใจ การทำความเข้าใจลักษณะของบ้าน คอนโด หรือที่ดินก่อน แล้วจึงนำตัวชี้วัดด้านผลตอบแทนมาเปรียบเทียบ จะช่วยให้วิเคราะห์แต่ละตัวเลือกได้เป็นระบบมากขึ้น


เปรียบเทียบ Capital Gain กับ Rental Yield แบบสั้น ๆ

หัวข้อ Rental Yield Capital Gain
ผลตอบแทนมาจาก รายได้ค่าเช่า ส่วนต่างของมูลค่าเมื่อขาย
เห็นผลเมื่อใด ระหว่างถือและมีรายได้ค่าเช่า เมื่อขายทรัพย์
ข้อมูลหลักที่ใช้ ค่าเช่าและราคาที่ใช้เป็นฐาน ต้นทุนเดิมและราคาขาย
เกี่ยวข้องกับค่าเช่า โดยตรง ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโดยตรง
เกี่ยวข้องกับราคาขาย อาจใช้ราคาทรัพย์เป็นฐานคำนวณ เกี่ยวข้องโดยตรง
ค่าใช้จ่าย Gross Rental Yield อาจยังไม่หักค่าใช้จ่าย ต้องนำต้นทุนอื่นมาคิดร่วมด้วย
ความไม่แน่นอน ค่าเช่าและการมีผู้เช่าอาจเปลี่ยนแปลงได้ ราคาขายในอนาคตไม่แน่นอน
เหมาะใช้ตอบคำถาม ค่าเช่าสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยแค่ไหน มูลค่าทรัพย์เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน


     ตารางนี้ช่วยให้เห็นความแตกต่างเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ก่อนนำตัวเลขไปเปรียบเทียบอสังหาริมทรัพย์จริง ควรตรวจต่อว่าตัวเลขเหล่านั้นมาจากข้อมูลอะไร ใช้วิธีคำนวณแบบเดียวกันหรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายส่วนใดรวมอยู่แล้วบ้าง


Rental Yield ใช้ดูอะไรในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

     Rental Yield เป็นอัตราส่วนที่ช่วยให้เห็นว่ารายได้ค่าเช่ามีสัดส่วนเท่าไรเมื่อเทียบกับราคาหรือต้นทุนของอสังหาริมทรัพย์ จึงเหมาะใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเมื่อต้องการประเมินทรัพย์ที่ตั้งใจซื้อเพื่อปล่อยเช่า


     แนวคิดพื้นฐานของ Gross Rental Yield มักคำนวณในลักษณะนี้


     ค่าเช่ารวมต่อปี ÷ ราคาทรัพย์ที่ใช้เป็นฐาน × 100


     ตัวเลขที่ได้ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ค่าเช่ากับราคาทรัพย์ แต่ยังไม่ควรมองว่าเป็นผลตอบแทนสุทธิ เพราะ Gross Rental Yield ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เจ้าของต้องรับผิดชอบ

Capital Gain กับ Rental Yield ภายในห้องคอนโดที่มีเครื่องคิดเลข เอกสาร และกุญแจสำหรับประเมินรายได้ค่าเช่า

     ส่วน Net Rental Yield จะนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แต่ละแหล่งอาจใช้รายการค่าใช้จ่ายหรือฐานต้นทุนไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนนำ Rental Yield ของอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งมาเปรียบเทียบ ควรเช็คให้แน่ใจก่อนว่าตัวเลขเหล่านั้นใช้หลักการคำนวณแบบเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน


ค่าเช่าที่นำมาคำนวณมาจากไหนก็สำคัญ

     ตัวเลข Rental Yield ที่เห็นในประกาศหรือสื่อการตลาดอาจอ้างอิงค่าเช่าคนละแบบ เช่น

  • ค่าเช่าที่คาดว่าจะปล่อยได้
  • ค่าเช่าที่เจ้าของตั้งประกาศ
  • ค่าเช่าที่เคยได้รับในอดีต
  • ค่าเช่าปัจจุบันตามสัญญาที่มีอยู่จริง


     ข้อมูลแต่ละแบบให้ภาพไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรเห็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์แล้วนำมาเปรียบเทียบทันทีโดยไม่ดูที่มาของข้อมูล


     ก่อนใช้ตัวเลข คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “Rental Yield เท่าไร” แต่ควรถามด้วยว่า


     “ค่าเช่าที่นำมาคำนวณเป็นค่าเช่าที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงตัวเลขที่คาดไว้”


     หากกำลังพิจารณาคอนโดเพื่อปล่อยเช่า ก็ควรแยกการประเมินตัวคอนโดออกจากการดู Rental Yield เพราะทำเล ตำแหน่งห้อง กลุ่มผู้เช่า ค่าใช้จ่าย และสภาพตลาดล้วนมีผลต่อการปล่อยเช่า ไม่ควรใช้ตัวเลขเพียงตัวเดียวแทนข้อมูลทั้งหมด


Capital Gain ใช้ดูอะไรในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

     Capital Gain ช่วยให้เห็นว่ามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนไปอย่างไรระหว่างตอนซื้อกับตอนขาย


     ตัวอย่างง่าย ๆ คือ ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาในราคาหนึ่ง แล้วในอนาคตขายได้ในราคาที่สูงกว่า ส่วนต่างของราคานั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการพิจารณา Capital Gain


     แต่สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือ


     “ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย” ไม่ได้เท่ากับ “กำไรสุทธิ” เสมอไป


     ระหว่างที่ถืออสังหาริมทรัพย์อาจมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นหลายรายการ เช่น ค่าปรับปรุง ค่าดูแลรักษา ต้นทุนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายในการขาย รวมถึงภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นตามแต่ละกรณี


     ดังนั้น หากนำเพียง


     ราคาขาย - ราคาซื้อ


     มาเรียกว่าเป็นกำไรสุทธิทั้งหมด อาจทำให้ประเมินผลตอบแทนสูงกว่าความเป็นจริง


     หากการคำนวณเกี่ยวข้องกับภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าโอน สินเชื่อ หรือข้อกำหนดทางกฎหมาย ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงาน ผู้ให้บริการ หรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ เพราะเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างกันตามประเภทของทรัพย์ สถานการณ์ และช่วงเวลา


     หากต้องนำ ภาษีจากการขายอสังหาริมทรัพย์ มาคิดเป็นต้นทุน ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์และข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากรก่อนนำตัวเลขไปคำนวณผลตอบแทนจริง


Capital Gain ในอนาคตเป็นสิ่งที่คาดการณ์ ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้

     การคาดว่าอสังหาริมทรัพย์จะขายต่อได้ในราคาสูงขึ้นควรมีข้อมูลรองรับ ไม่ควรอาศัยเพียงความรู้สึกว่า “ทำเลดีแล้วราคาน่าจะขึ้น”


     มูลค่าในอนาคตอาจได้รับผลจากหลายปัจจัย เช่น

  • ความต้องการซื้อในพื้นที่
  • จำนวนอสังหาริมทรัพย์ลักษณะใกล้เคียงที่มีขาย
  • สภาพและอายุของทรัพย์
  • คุณภาพและการดูแลโครงการ
  • การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่โดยรอบ
  • ภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์
  • ช่วงเวลาที่ต้องการขาย
  • ราคาที่ผู้ซื้อยอมจ่ายจริงในช่วงเวลานั้น


     ก่อนตั้งสมมติฐานเรื่องราคาขายในอนาคต ควรนำข้อมูลตลาดจากหลายแหล่งมาเปรียบเทียบ โดย ข้อมูลสถิติด้านราคา ความต้องการซื้อ และจำนวนที่อยู่อาศัยในตลาด สามารถใช้ประกอบการวิเคราะห์ได้

ผู้ลงทุนมองบ้านและคอนโดในเมืองพร้อมดูข้อมูลบนแท็บเล็ตเพื่อประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต

     จึงไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าบ้าน คอนโด หรือที่ดินจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ถือเสมอไป และราคาที่เคยเพิ่มขึ้นในอดีตก็ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันในอนาคต


Capital Gain กับ Rental Yield ไม่จำเป็นต้องสูงไปพร้อมกัน

     นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรตัดสินใจลงทุนจากตัวเลขผลตอบแทนเพียงด้านเดียว


     สมมติว่าทรัพย์ A มีค่าเช่าค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับราคาซื้อ ทำให้ Rental Yield ดูน่าสนใจ แต่เมื่อลองดูตลาดขายต่อกลับพบว่ามีทรัพย์ลักษณะใกล้เคียงกันจำนวนมาก ผู้ซื้อมีตัวเลือกมาก และราคาขายต่อไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่เจ้าของคาด


     ในอีกด้านหนึ่ง ทรัพย์ B อาจมีค่าเช่าเมื่อเทียบกับราคาซื้อไม่เด่นเท่า แต่มีปัจจัยบางอย่างที่ผู้ลงทุนมองว่าอาจช่วยสนับสนุนมูลค่าในระยะยาว


     อย่างไรก็ตาม การคาดว่าทรัพย์ B จะขายได้ราคาสูงขึ้นในอนาคตก็ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง

Capital Gain กับ Rental Yield ภาพเปรียบเทียบห้องคอนโดพร้อมอยู่กับบ้านสองชั้นสำหรับพิจารณาผลตอบแทนต่างรูปแบบ

     ตัวอย่างนี้ช่วยให้เห็นว่า ผลตอบแทนจากค่าเช่ากับส่วนต่างจากราคาขายเป็นคนละเรื่องกันได้ ทรัพย์ที่เด่นด้านรายได้ค่าเช่าจึงไม่จำเป็นต้องเด่นด้านราคาขายต่อ และทรัพย์ที่มีโอกาสขายได้ราคาสูงขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้รายได้ค่าเช่าที่ดีเสมอไป


ก่อนเลือกว่าจะเน้น Yield หรือ Capital Gain ต้องถามว่าต้องการผลตอบแทนเมื่อไร

     แทนที่จะเริ่มจากคำถามว่า “Rental Yield หรือ Capital Gain อันไหนดีกว่า” ควรเริ่มจากถามตัวเองก่อนว่าเราต้องการผลตอบแทนในช่วงไหน และตั้งใจถืออสังหาริมทรัพย์ด้วยเป้าหมายอะไร


ถ้าต้องการรายได้ระหว่างถือทรัพย์

     Rental Yield จะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะช่วยให้เห็นว่ารายได้ค่าเช่ามีสัดส่วนเท่าไรเมื่อเทียบกับราคาที่ใช้เป็นฐานคำนวณ


     อย่างไรก็ตาม ยังต้องดู กระแสเงินสด (Cash Flow) หรือเงินจริงที่รับเข้าและจ่ายออกควบคู่กันด้วย เพราะแม้ค่าเช่าจะดูน่าสนใจ เจ้าของก็อาจมีภาระค่าใช้จ่ายระหว่างถือทรัพย์มากจนเงินที่เหลือจริงไม่ได้สูงอย่างที่คิด


ถ้าตั้งใจถือเพื่อขายในอนาคต

     ควรให้น้ำหนักกับข้อมูลที่อาจมีผลต่อราคาขาย ความต้องการของผู้ซื้อ สภาพตลาด ระยะเวลาที่ตั้งใจถือ และแผนขายต่อมากขึ้น


     คำถามสำคัญคือ หากราคาขายในอนาคตไม่เพิ่มขึ้นตามที่คาด เรายังสามารถถืออสังหาริมทรัพย์นั้นต่อได้หรือไม่ และมีทางเลือกอื่นรองรับหรือไม่


ถ้าต้องการทั้งค่าเช่าและโอกาสขายต่อ

     ควรประเมินทั้งสองด้านควบคู่กัน เพราะอสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะกับเป้าหมายนี้ไม่ควรถูกเลือกเพียงเพราะ “Rental Yield สูง” หรือเพียงเพราะคิดว่า “ราคาน่าจะขึ้น”


     ต้นทุนเริ่มต้นและข้อมูลที่ใช้ประเมินอสังหาริมทรัพย์แต่ละแห่งก็อาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อนำทรัพย์ที่เพิ่งเปิดขายมาเปรียบเทียบกับทรัพย์ที่มีประวัติการซื้อขายหรือปล่อยเช่ามาก่อน จึงควรแยกเรื่องลักษณะของทรัพย์ออกจากเรื่องผลตอบแทนให้ชัด


Rental Yield กับ Cash Flow ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

     แม้ทั้งสองเรื่องจะเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้จากค่าเช่า แต่ใช้ตอบคำถามต่างกัน


     Rental Yield เป็นอัตราส่วนที่ใช้เปรียบเทียบรายได้ค่าเช่ากับราคาหรือต้นทุนของอสังหาริมทรัพย์ตามวิธีคำนวณที่เลือกใช้


     ส่วน Cash Flow หรือกระแสเงินสด คือการดูว่าในช่วงเวลาหนึ่งมีเงินจริงรับเข้ามาเท่าไร และมีเงินจริงจ่ายออกไปเท่าไร


     อสังหาริมทรัพย์หนึ่งแห่งจึงอาจมี Rental Yield ที่ดูน่าสนใจ แต่ถ้าเจ้าของมีภาระสินเชื่อ ค่าดูแลรักษา หรือค่าใช้จ่ายอื่นสูง เงินที่เหลือจริงอาจไม่ได้มากตามตัวเลข Rental Yield


     หากต้องการรู้ว่าในแต่ละเดือนหรือแต่ละปีมีเงินจริงเหลือเท่าไร ควรแยกไปดูรายรับ ค่าใช้จ่าย และภาระที่ต้องจ่ายระหว่างถือทรัพย์โดยละเอียด ไม่ควรใช้ Rental Yield แทน Cash Flow


เห็น Yield หรือผลตอบแทนจากประกาศ ต้องเช็คอะไรเพิ่มเติม

     ตัวเลขผลตอบแทนจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อรู้ว่าคำนวณมาจากอะไร ก่อนนำ Rental Yield มาใช้เปรียบเทียบ ควรถามอย่างน้อยว่า

  • ใช้ราคาซื้อหรือต้นทุนเท่าไรเป็นฐานคำนวณ
  • ค่าเช่าที่ใช้เป็นค่าเช่าจริงหรือค่าเช่าที่ประมาณไว้
  • คิดรายได้ค่าเช่าจาก 12 เดือนเต็มหรือไม่
  • สมมติว่ามีผู้เช่าตลอดทั้งปีหรือไม่
  • รวมค่าตกแต่งและค่าใช้จ่ายตอนเริ่มต้นแล้วหรือยัง
  • หักค่าส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายประจำแล้วหรือไม่
  • มีค่าบริหารจัดการหรือค่าใช้จ่ายอื่นอีกหรือไม่
  • ตัวเลขที่เห็นเป็น Gross Rental Yield หรือ Net Rental Yield
  • ข้อมูลค่าเช่าเป็นข้อมูลจากช่วงเวลาใด


     ส่วนข้อมูลที่ใช้ประเมิน Capital Gain ก็ควรเช็คให้ละเอียดเช่นกัน เช่น

  • ราคาที่เห็นเป็นราคาที่ขายได้จริงหรือเป็นเพียงราคาตั้งประกาศ
  • ราคาที่นำมาเปรียบเทียบเป็นข้อมูลจากช่วงเวลาห่างกันเท่าไร
  • เป็นทรัพย์เดียวกัน หรือเป็นทรัพย์คนละรายการที่มีสภาพแตกต่างกัน
  • มีการปรับปรุงหรือตกแต่งเพิ่มเติมระหว่างช่วงเวลาที่นำมาเปรียบเทียบหรือไม่
  • ต้นทุนในการซื้อ ถือครอง และขายถูกนำมาคิดแล้วหรือยัง


     ราคาประกาศเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งของตลาด จึงไม่ควรถือทันทีว่าเป็นราคาที่สามารถซื้อ ขาย หรือปล่อยเช่าได้จริง เพราะราคาที่ตกลงกันจริงอาจแตกต่างจากราคาที่เห็นในประกาศ


เปรียบเทียบทรัพย์หลายตัวเลือกโดยไม่มองตัวเลขเดียว

     เมื่อมีอสังหาริมทรัพย์สองแห่งหรือหลายแห่งให้เลือก ไม่ควรเริ่มจากถามเพียงว่าแห่งไหนมี Rental Yield สูงกว่า แต่ควรดูด้วยว่าผลตอบแทนของแต่ละแห่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไหน และข้อมูลที่ใช้ประกอบการคาดการณ์มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน


     ลองถามตัวเองว่า

  • ต้องการรายได้ระหว่างถือ หรือคาดหวังผลตอบแทนตอนขาย
  • รับความไม่แน่นอนของราคาขายได้มากแค่ไหน
  • หากรายได้ค่าเช่าต่ำกว่าที่คาด ยังสามารถถือทรัพย์ต่อได้หรือไม่
  • มีเงินสำรองเพียงพอหากแผนไม่เป็นไปตามที่คาดหรือไม่
  • หากขายไม่ได้ในช่วงเวลาที่ต้องการ มีแผนสำรองอย่างไร
  • ข้อมูลที่ใช้สนับสนุนการคาดการณ์แต่ละข้อมีความน่าเชื่อถือเพียงใด


     จุดสำคัญจึงไม่ใช่การหาว่าอสังหาริมทรัพย์แห่งไหน “ดีกว่า” แบบตายตัว แต่คือการดูว่าแห่งไหนสอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาที่ตั้งใจถือ สถานะทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้มากกว่า


ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ควรดู Capital Gain กับ Rental Yield แบบไหน

     ในหลายกรณีไม่ควรเลือกดูเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะตัวเลขทั้งสองใช้วัดผลตอบแทนคนละด้าน การให้น้ำหนักกับตัวไหนมากกว่าจึงควรขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการลงทุน


     ก่อนตัดสินใจ ลองใช้คำถาม 7 ข้อนี้เป็นกรอบคิด

  1. ต้องการรายได้จากค่าเช่าระหว่างถือทรัพย์หรือไม่
  2. ตั้งใจถืออสังหาริมทรัพย์ไว้นานแค่ไหน
  3. เงินที่รับเข้าและจ่ายออกระหว่างถืออยู่ในระดับที่รับได้หรือไม่
  4. การคาดการณ์ราคาขายในอนาคตมีข้อมูลตลาดรองรับมากแค่ไหน
  5. หากราคาขายไม่เพิ่มขึ้นตามที่คาด ยังสามารถถือทรัพย์ต่อได้หรือไม่
  6. หากค่าเช่าต่ำกว่าที่ประมาณไว้ แผนการเงินยังเดินต่อได้หรือไม่
  7. หากต้องเปลี่ยนแผน จะขาย ถือไว้ต่อ หรือปรับรูปแบบการใช้ทรัพย์อย่างไร


     คำถามเหล่านี้ช่วยให้ใช้ตัวเลขผลตอบแทนเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แทนที่จะมองตัวเลขเพียงตัวเดียวแล้วสรุปทันทีว่าควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ


เช็คลิสต์ก่อนใช้ Yield และ Capital Gain ตัดสินใจซื้อ

     ก่อนนำตัวเลขผลตอบแทนไปใช้เปรียบเทียบอสังหาริมทรัพย์ ควรเช็คอย่างน้อย 10 ข้อนี้

  1. เช็คที่มาของค่าเช่า ว่าเป็นค่าเช่าที่เกิดขึ้นจริง ค่าเช่าที่ตั้งประกาศ หรือเป็นเพียงการประมาณการ
  2. ระบุราคาที่ใช้เป็นฐานคำนวณ ว่าใช้ราคาซื้อ ราคาปัจจุบัน หรือต้นทุนในรูปแบบใด
  3. แยก Gross Rental Yield กับ Net Rental Yield ก่อนนำตัวเลขมาเปรียบเทียบ
  4. นำค่าใช้จ่ายสำคัญมาคิดร่วมด้วย เพื่อไม่ให้ประเมินผลตอบแทนสูงกว่าความเป็นจริง
  5. เผื่อกรณีรายได้ค่าเช่าไม่เป็นไปตามแผน แทนการสมมติว่าจะมีผู้เช่าตลอดเวลา
  6. อย่าใช้ราคาประกาศขายแทนราคาที่ขายได้จริงโดยอัตโนมัติ
  7. ดูทั้งความต้องการซื้อหรือเช่าและจำนวนทรัพย์ที่มีอยู่ในตลาด เพื่อให้เห็นระดับการแข่งขันจริง
  8. กำหนดระยะเวลาที่ตั้งใจถือให้สอดคล้องกับแผนการเงิน
  9. วางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรหากต้องขายเร็วกว่าหรือช้ากว่าที่ตั้งใจ
  10. ลองประเมินกรณีที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาด เช่น ค่าเช่าต่ำกว่าที่ประมาณไว้ หรือราคาขายไม่เพิ่มขึ้นตามที่หวัง

ผู้ลงทุนเปรียบเทียบภาพบ้าน คอนโด เครื่องคิดเลข สมุดบันทึก และข้อมูลบนแท็บเล็ตก่อนเลือกอสังหาริมทรัพย์

     ก่อนตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์จึงไม่ควรหยุดเพียงคำว่า “Rental Yield สูง” หรือ “ราคามีโอกาสขึ้น” แต่ควรนำรายได้ ค่าใช้จ่าย ต้นทุนซื้อ ข้อมูลตลาด ระยะเวลาที่ตั้งใจถือ ความสามารถในการรับความเสี่ยง และแผนขายต่อมาพิจารณาร่วมกัน เพราะตัวเลขผลตอบแทนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าตัวเลขนั้นวัดอะไร มาจากข้อมูลแบบไหน และสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของเราจริงหรือไม่


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น