บ้านมือสองมีกลิ่นอับ ไม่ได้หมายความว่าบ้านหลังนั้นมีปัญหาน้ำรั่ว เชื้อรา หรือโครงสร้างเสียหายเสมอไป เพราะกลิ่นอาจเกิดจากการปิดบ้านไว้นาน อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือเฟอร์นิเจอร์เก่าที่สะสมกลิ่นไว้ แต่หากเปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศแล้วกลิ่นยังไม่จาง หรือพบคราบน้ำ สีทาผนังพอง และพื้นไม้บวมร่วมด้วย ควรตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจวางมัดจำ
เมื่อเดินเข้าบ้านแล้วได้กลิ่นอับ ควรเริ่มด้วยการสังเกตว่ากลิ่นมาจากห้องไหน มีร่องรอยความชื้นอยู่บริเวณใกล้เคียงหรือไม่ และเจ้าของบ้านเคยซ่อมแซมจุดนั้นมาก่อนหรือเปล่า แนวทางนี้ใช้ได้ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ และทาวน์โฮมมือสอง โดยช่วยให้ผู้ซื้อรู้ว่าจุดไหนสามารถตรวจเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง และจุดไหนควรให้ช่างตรวจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจซื้อ
บ้านมือสองมีกลิ่นอับ เกิดจากอะไรได้บ้าง
กลิ่นอับภายในบ้านเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งเป็นเพียงกลิ่นที่สะสมอยู่ในห้องหรือสิ่งของเครื่องใช้ แต่บางครั้งอาจเกี่ยวข้องกับความชื้นที่ซ่อนอยู่ในผนัง พื้น หรือฝ้าเพดาน การรู้ถึงสาเหตุที่เป็นไปได้จะช่วยให้เริ่มตรวจหาต้นเหตุได้ตรงจุดมากขึ้น
บ้านปิดไว้นานและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
บ้านที่ปิดประตูหน้าต่างไว้หลายวัน หรือไม่มีคนอยู่อาศัยเป็นเวลานาน อาจมีกลิ่นอับสะสมอยู่ภายใน โดยเฉพาะห้องเก็บของ ห้องนอนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก
ผ้าม่าน พรม ที่นอน โซฟาผ้า และตู้ไม้เก่า อาจมีกลิ่นติดอยู่จากการใช้งานที่ผ่านมา เมื่อเปิดห้องที่ปิดไว้นานจึงอาจได้กลิ่นอับชัดกว่าห้องอื่น
อย่างไรก็ตาม บ้านที่มีคนอยู่อาศัยตามปกติก็อาจมีกลิ่นอับได้เช่นกัน โดยเฉพาะห้องที่ไม่ค่อยเปิดหน้าต่างหรือมีอากาศถ่ายเทไม่เพียงพอ
หากสงสัยว่ากลิ่นเกิดจากการปิดบ้านไว้นาน ควรถามเจ้าของว่าบ้านไม่มีคนอยู่มานานเท่าไร มีการเปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศเป็นประจำหรือไม่ และก่อนหน้านี้เคยพบปัญหาความชื้นภายในบ้านหรือเปล่า
ความชื้นสะสมและน้ำรั่วซึม
ความชื้นภายในบ้านอาจเกิดจากน้ำฝนที่ซึมผ่านหลังคาหรือผนัง ท่อน้ำรั่ว ไอน้ำในอากาศที่กลั่นตัวเป็นหยดน้ำบนพื้นผิวเย็น หรือบริเวณที่เปียกน้ำแล้วแห้งช้า
หากวัสดุบางชนิดเปียกชื้นอยู่เป็นเวลานาน อาจทำให้วัสดุเสื่อมสภาพและเกิดกลิ่นอับตามมา
จุดที่ควรสังเกต ได้แก่
- ผนังที่มีสีพองหรือสีลอก
- ฝ้าเพดานที่มีคราบน้ำ
- บัวเชิงผนังหรือพื้นไม้ที่บวม
- มุมห้องที่มีคราบด่างผิดปกติ
- บริเวณหลังตู้หรือใต้เคาน์เตอร์ที่มีร่องรอยความชื้น
บริเวณที่เปียกชื้นเป็นเวลานานอาจมีเชื้อราขึ้นได้ แต่การได้กลิ่นอับเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถยืนยันว่ามีเชื้อรา หรือบอกได้ว่าบ้านเสียหายมากน้อยเพียงใด
ตาม แนวทางของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (EPA) การแก้ปัญหาความชื้นควรเริ่มจากการหาต้นเหตุและแก้ไขจุดที่มีน้ำรั่วหรือความชื้นสะสม ไม่ใช่เพียงทำให้กลิ่นจางลงชั่วคราว
กลิ่นจากท่อระบายน้ำและเครื่องปรับอากาศ
บางครั้งกลิ่นที่รู้สึกว่าเป็นกลิ่นอับอาจมาจากท่อระบายน้ำหรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ได้เกิดจากผนังหรือพื้นบ้านโดยตรง
หากได้กลิ่นชัดบริเวณห้องน้ำ อ่างล้างจาน หรือพื้นที่ซักล้าง ควรสังเกตว่ากลิ่นมาจากท่อระบายน้ำหรือไม่ โดยเฉพาะห้องน้ำที่ไม่ได้ใช้งานมานาน
ส่วนห้องที่เริ่มมีกลิ่นหลังเปิดเครื่องปรับอากาศ อาจต้องให้ช่างตรวจแผ่นกรองอากาศ คอยล์เย็น ถาดรองน้ำ และท่อน้ำทิ้งของเครื่อง
กลิ่นอับจากห้องที่ปิดไว้นานกับกลิ่นจากท่อระบายน้ำอาจมีลักษณะแตกต่างกัน จึงควรสังเกตทั้งลักษณะของกลิ่นและบริเวณที่ได้กลิ่น ก่อนสรุปว่าปัญหาเกิดจากความชื้นในผนัง
บ้านมือสองมีกลิ่นอับ แบบไหนที่ควรระวังก่อนซื้อ
นอกจากสังเกตว่ากลิ่นแรงหรือเบาแล้ว ควรดูด้วยว่ากลิ่นเกิดขึ้นเมื่อไร มาจากห้องใด และเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รู้ว่าควรตรวจจุดไหนเพิ่มเติม
กลิ่นจางลงหลังเปิดประตูหน้าต่าง
หากเปิดประตูหน้าต่างแล้วกลิ่นค่อย ๆ จางลง อาจเป็นเพราะห้องปิดไว้นานจนมีอากาศถ่ายเทน้อย หรือมีสิ่งของที่สะสมกลิ่นอยู่ภายใน
แต่การที่กลิ่นจางลงไม่ได้หมายความว่าต้นเหตุหมดไปแล้ว เพราะการระบายอากาศอาจช่วยให้กลิ่นเบาลงเพียงชั่วคราว ทั้งที่ยังมีความชื้นสะสมอยู่บางจุด
แม้กลิ่นจะลดลงแล้ว ก็ควรสังเกตผนัง ฝ้าเพดาน และมุมอับต่าง ๆ ว่ามีคราบน้ำ สีพอง หรือร่องรอยผิดปกติอื่นร่วมด้วยหรือไม่
กลิ่นไม่จางหรือได้กลิ่นชัดเฉพาะบางห้อง
หากเปิดประตูหน้าต่างแล้วกลิ่นยังไม่จาง หรือกลับมาดูบ้านอีกครั้งก็ยังได้กลิ่นบริเวณเดิม ควรตรวจหาสาเหตุในจุดนั้นให้ละเอียดขึ้น
ตัวอย่างเช่น หากห้องนอนมีกลิ่นชัดเฉพาะมุมหลังตู้เสื้อผ้า ควรเริ่มจากการตรวจผนัง พื้น และเฟอร์นิเจอร์บริเวณนั้นก่อน ไม่ควรรีบสรุปว่าบ้านทั้งหลังมีปัญหา
หากกลิ่นรุนแรงจนทำให้รู้สึกไม่สบาย หรือไม่สามารถอยู่ในห้องได้ตามปกติ ไม่ควรฝืนเข้าไปตรวจด้วยตัวเอง ควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจหาสาเหตุก่อน
กลิ่นกลับมาชัดหลังฝนตก
หากเจ้าของบ้านบอกว่ามักได้กลิ่นอับมากขึ้นหลังฝนตก หรือผู้ซื้อกลับมาดูบ้านในวันฝนตกแล้วพบว่ากลิ่นแรงกว่าเดิม ควรตรวจร่องรอยน้ำซึมและความชื้นเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม อากาศที่มีความชื้นสูงอาจทำให้กลิ่นจากวัสดุหรือเฟอร์นิเจอร์เดิมชัดขึ้นได้เช่นกัน จึงยังสรุปไม่ได้ว่าหลังคาหรือผนังมีน้ำรั่ว
หากต้องการตรวจร่องรอยน้ำรั่วและการระบายน้ำให้ละเอียดขึ้น สามารถใช้แนวทาง ดูบ้านตอนฝนตกก่อนตัดสินใจซื้อ ประกอบการนัดดูบ้านอีกครั้งได้
บ้านมือสองมีกลิ่นอับ ควรเริ่มตรวจตรงไหนก่อน
เมื่อได้กลิ่นอับภายในบ้าน ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกห้องพร้อมกัน ควรเริ่มจากบริเวณที่ได้กลิ่นชัดที่สุด แล้วค่อยตรวจจุดใกล้เคียงที่อาจเกี่ยวข้องกัน
ฝ้าเพดานและรอยต่อหลังคา
หากได้กลิ่นอับชัดบริเวณชั้นบน ควรสังเกตฝ้าเพดาน มุมห้อง และรอยต่อระหว่างฝ้ากับผนัง
ลองดูว่ามีคราบน้ำ ฝ้าบวม สีเปลี่ยน หรือร่องรอยการซ่อมเฉพาะจุดหรือไม่ หากพบความผิดปกติ ควรถามเจ้าของว่าเคยมีปัญหาหลังคารั่วหรือไม่ ซ่อมเมื่อไร และหลังซ่อมยังมีน้ำซึมอีกหรือเปล่า
คราบน้ำเก่าไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันยังมีน้ำรั่วอยู่เสมอไป เพราะบางครั้งอาจเป็นร่องรอยที่เหลือจากปัญหาที่ซ่อมไปแล้ว จึงควรสอบถามประวัติการซ่อมและตรวจสภาพบ้านในปัจจุบันประกอบกัน
ไม่ควรปีนขึ้นหลังคา เปิดฝ้า หรือเข้าไปตรวจพื้นที่เหนือฝ้าด้วยตัวเอง หากพบจุดที่น่าสงสัยควรให้ช่างที่มีความชำนาญตรวจเพิ่มเติม
ผนัง มุมห้อง และพื้นที่หลังตู้
ผนังที่มีเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่วางบังอยู่เป็นจุดที่ผู้ซื้ออาจมองข้าม เพราะมองไม่เห็นสภาพผนังทั้งหมดระหว่างเดินดูบ้าน
สิ่งที่ควรสังเกต ได้แก่
- สีพอง สีลอก หรือคราบด่าง
- บัวเชิงผนังบวม
- ผนังบางจุดมีสภาพต่างจากบริเวณรอบ ๆ
- กลิ่นชัดขึ้นเมื่อเข้าใกล้ตู้ที่วางชิดผนัง
- มุมห้องมีคราบหรือรอยเปลี่ยนสีผิดปกติ
หากเจ้าของอนุญาต สามารถเปิดตู้หรือดูพื้นที่ด้านหลังที่เข้าถึงได้ตามปกติ แต่ไม่ควรฝืนขยับเฟอร์นิเจอร์หนักหรือรื้อวัสดุตกแต่ง
หากพบคราบดำหรือร่องรอยที่สงสัยว่าเป็นเชื้อรา ไม่ควรขูด ถู หรือสัมผัสเพื่อพิสูจน์ด้วยตัวเอง ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น
ห้องน้ำและท่อระบายน้ำ
ห้องน้ำอาจมีกลิ่นจากความชื้นสะสม หรือมีกลิ่นที่มาจากท่อระบายน้ำก็ได้ จึงควรสังเกตให้ชัดว่ากลิ่นมาจากบริเวณไหน
จุดที่ควรดู ได้แก่
- พื้นและผนังบริเวณที่เปียกน้ำเป็นประจำ
- ใต้เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า
- รอยต่อบริเวณฐานโถสุขภัณฑ์และจุดใกล้ท่อน้ำ
- ฝ้าเพดานห้องน้ำ
- จุดระบายน้ำที่มีกลิ่นผิดปกติ
ควรถามเจ้าของว่าห้องน้ำใช้งานครั้งล่าสุดเมื่อไร เคยมีน้ำรั่ว น้ำระบายช้า หรือมีกลิ่นย้อนขึ้นมาจากท่อหรือไม่
หากเจ้าของอนุญาตให้ทดลองเปิดน้ำ อาจสังเกตว่ากลิ่นเปลี่ยนไปอย่างไรหลังใช้งาน แต่การทดลองเพียงครั้งเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าระบบท่อน้ำทั้งหมดไม่มีปัญหา
ห้องครัวและพื้นที่ซักล้าง
บริเวณใต้อ่างล้างจาน หลังเครื่องซักผ้า และจุดที่มีข้อต่อท่อน้ำ เป็นพื้นที่ที่ควรตรวจเมื่อได้กลิ่นอับชัดเฉพาะบริเวณนั้น
ลองสังเกตว่ามีคราบน้ำ พื้นตู้บวม รอยเปียกตามข้อต่อท่อ หรือวัสดุที่มีสภาพผิดปกติหรือไม่
หากบ้านมีครัวต่อเติม ควรสอบถามว่ามีการเดินท่อน้ำเพิ่มเติมตรงไหนบ้าง และเคยมีปัญหาน้ำรั่วบริเวณส่วนต่อเติมหรือไม่
หากพบร่องรอยผิดปกติ ควรให้ช่างตรวจท่อน้ำที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องรื้อเคาน์เตอร์หรือถอดอุปกรณ์ระหว่างเข้าดูบ้านครั้งแรก
ห้องนอน ห้องเก็บของ และเฟอร์นิเจอร์เดิม
ห้องที่มีที่นอน พรม ผ้าม่าน หรือตู้เสื้อผ้าเก่า อาจมีกลิ่นสะสมจากการใช้งานที่ผ่านมา
ควรลองเดินเปรียบเทียบกลิ่นระหว่างบริเวณที่มีเฟอร์นิเจอร์กับพื้นที่โล่งในห้องเดียวกัน เพื่อดูว่ากลิ่นชัดต่างกันหรือไม่
หากผู้ขายจะขนเฟอร์นิเจอร์ออกก่อนส่งมอบ ควรถามว่าสามารถกลับมาดูผนังและพื้นบริเวณที่เคยมีเฟอร์นิเจอร์วางอยู่ได้หรือเปล่า
เมื่อขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ออกแล้ว อาจพบรอยเปื้อนหรือร่องรอยความชื้นที่ก่อนหน้านี้ถูกเฟอร์นิเจอร์บังไว้
หากบ้านหลังนี้ยังมีเจ้าของอาศัยอยู่ ควรอ่านเรื่อง บ้านมือสองมีเจ้าของอยู่เดิม เพื่อเตรียมข้อตกลงเรื่องวันย้ายออก และการกลับมาตรวจสภาพบ้านหลังขนย้ายเฟอร์นิเจอร์
เครื่องปรับอากาศและบริเวณที่มีรอยน้ำหยด
หากห้องเริ่มมีกลิ่นหลังเปิดเครื่องปรับอากาศ ควรสังเกตว่ากลิ่นออกมาพร้อมลมจากเครื่อง หรือมาจากผนังและพื้นที่ใกล้เคียง
ลองมองหาคราบน้ำใต้เครื่อง รอยเปียกตามแนวท่อน้ำทิ้ง หรือผนังบริเวณใกล้ตัวเครื่องที่มีสภาพผิดปกติ
หากสงสัยว่ากลิ่นมาจากภายในเครื่อง ควรให้ช่างเครื่องปรับอากาศตรวจแผ่นกรองอากาศ คอยล์เย็น ถาดรองน้ำ และท่อน้ำทิ้ง
ไม่ควรถอดอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยตัวเอง และหากพบว่ามีน้ำรั่วใกล้จุดต่อไฟฟ้า ควรหลีกเลี่ยงการทดลองเปิดเครื่องจนกว่าช่างจะตรวจสอบว่าปลอดภัย
สังเกตอย่างไรเมื่อสงสัยว่ากลิ่นอับมาจากความชื้นหรือน้ำรั่ว
กลิ่นจากห้องที่ปิดไว้นานกับกลิ่นที่เกี่ยวข้องกับความชื้นอาจคล้ายกัน จึงไม่ควรตัดสินจากกลิ่นเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาตำแหน่งที่เกิดกลิ่น สภาพผนังหรือพื้น และประวัติการซ่อมแซมประกอบกัน
เริ่มจากดูว่ากลิ่นมาจากตรงไหน
หากกลิ่นกระจายทั่วห้องที่ปิดไว้นาน อาจเริ่มตรวจการระบายอากาศและสิ่งของภายในห้องก่อน
แต่หากกลิ่นชัดเฉพาะมุมผนัง ใต้เคาน์เตอร์ หรือบริเวณฝ้าเพดาน ควรตรวจสภาพบริเวณนั้นเพิ่มเติม รวมถึงดูว่ามีท่อน้ำหรือจุดที่อาจเกิดน้ำรั่วซึมอยู่ใกล้เคียงหรือไม่
สังเกตร่องรอยผิดปกติร่วมด้วย
คราบน้ำ สีพอง วัสดุบวม หรือร่องรอยการซ่อมแซมเก่า เป็นสิ่งที่ช่วยให้รู้ว่าควรตรวจจุดไหนเพิ่มเติม แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าปัจจุบันมีน้ำรั่วอยู่
สิ่งสำคัญคือควรตรวจให้ชัดเจนว่าร่องรอยที่พบเกิดจากปัญหาเก่าที่ซ่อมแซมไปแล้ว หรือเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
สอบถามประวัติการซ่อมแซม
ควรถามเจ้าของว่าบริเวณที่ได้กลิ่นเคยมีปัญหาอะไร ใครเป็นผู้ซ่อม ซ่อมเมื่อไร และมีภาพถ่ายหรือเอกสารเกี่ยวกับการซ่อมแซมหรือไม่
หากเจ้าของแจ้งว่าซ่อมเรียบร้อยแล้ว ควรขอดูหลักฐานที่มี และให้ช่างตรวจสภาพปัจจุบันเพิ่มเติมหากยังพบร่องรอยผิดปกติ
การนำข้อมูลทั้งสามด้านมาพิจารณาร่วมกันจะช่วยให้ประเมินสาเหตุได้รอบคอบกว่าการใช้กลิ่นเพียงอย่างเดียว
ระหว่างดูบ้าน ทดลองตรวจอะไรด้วยตัวเองได้บ้าง
ผู้ซื้อสามารถตรวจเบื้องต้นได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ แต่ควรขออนุญาตเจ้าของบ้านหรือตัวแทนก่อนเปิดตู้ เข้าไปในพื้นที่ที่ไม่ได้จัดไว้ให้ชม หรือทดลองใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ
ลองตรวจตามลำดับดังนี้
- สังเกตกลิ่นทันทีที่เข้าบ้าน ดูว่ามีการเปิดหน้าต่างหรือเครื่องปรับอากาศไว้ก่อนแล้วหรือไม่
- เดินเปรียบเทียบกลิ่นแต่ละห้อง เพื่อดูว่ากลิ่นกระจายทั่วบ้านหรือชัดเฉพาะบางจุด
- มองหาร่องรอยใกล้บริเวณที่ได้กลิ่น เช่น คราบน้ำ สีพอง หรือวัสดุบวม โดยไม่ขูดหรือสัมผัสคราบผิดปกติ
- ขอทดลองเปิดประตูหน้าต่าง เมื่อได้รับอนุญาต แล้วสังเกตว่ากลิ่นจางลงหรือยังคงอยู่
- สอบถามประวัติน้ำรั่วและการซ่อมแซม โดยเฉพาะบริเวณที่พบกลิ่นร่วมกับร่องรอยความเสียหาย
- จดตำแหน่งที่ยังตรวจไม่ได้ เพื่อนัดกลับมาดูอีกครั้ง หรือให้ช่างตรวจเพิ่มเติมหากจำเป็น
ไม่ควรใช้สเปรย์ น้ำหอม หรือสารเคมีทดลองกลบกลิ่น เพราะอาจทำให้สังเกตกลิ่นเดิมได้ยากขึ้น และอาจทำให้วัสดุหรือสิ่งของของเจ้าของบ้านเสียหาย
หากพบพื้นที่เปียกชื้นมาก มีคราบผิดปกติเป็นบริเวณกว้าง หรือสงสัยว่ามีความเสียหายซ่อนอยู่ภายในผนัง ควรหยุดตรวจด้วยตัวเองและขอให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมิน
ควรถ่ายรูปและจดข้อมูลอะไรไว้ให้ช่างตรวจ
การบอกช่างเพียงว่า "บ้านมีกลิ่นอับ" อาจยังไม่เพียงพอ เพราะช่างจำเป็นต้องรู้ด้วยว่ากลิ่นเกิดตรงไหน เกิดเมื่อไร และบริเวณนั้นมีร่องรอยผิดปกติอะไรบ้าง
ควรถ่ายรูปให้เห็นภาพรวมของห้องก่อน เพื่อให้ช่างรู้ว่าจุดที่สงสัยอยู่ตรงไหน จากนั้นจึงถ่ายภาพระยะใกล้บริเวณที่มีคราบน้ำ สีพอง หรือวัสดุเสียหายเพิ่มเติม
ข้อมูลที่ควรจดไว้ ได้แก่
- วันที่และเวลาที่เข้าดูบ้าน
- สภาพอากาศในวันที่เข้าชม
- ชื่อห้อง ชั้น และตำแหน่งที่ได้กลิ่น
- กลิ่นเกิดตลอดเวลาหรือเฉพาะตอนเปิดอุปกรณ์
- ประตูหน้าต่างเปิดหรือปิดอยู่ขณะเข้าชม
- คราบน้ำ สีพอง หรือวัสดุที่มีสภาพผิดปกติ
- ประวัติการซ่อมแซมที่เจ้าของแจ้ง
- จุดที่ยังไม่ได้ตรวจและต้องกลับมาดูอีกครั้ง
ตัวอย่างการจดบันทึก
"ห้องนอนชั้นสอง มุมผนังด้านติดห้องน้ำ ได้กลิ่นอับชัดตอนเข้าห้อง พบสีพองใกล้บัวเชิงผนัง เจ้าของแจ้งว่าเคยซ่อมท่อน้ำ แต่ยังไม่ทราบวันที่ซ่อม"
ข้อความข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างสมมติของการจดข้อมูล ไม่ใช่ผลการตรวจบ้านจริง
เมื่อมีข้อมูลทั้งตำแหน่งที่ได้กลิ่น ร่องรอยที่พบ และประวัติการซ่อมแซม ช่างจะสามารถวางแผนตรวจได้ตรงจุดมากขึ้น
จุดไหนควรให้ช่างตรวจเพิ่มเติม
ควรเลือกตรวจตามสิ่งผิดปกติที่พบจริง เช่น
- มีกลิ่นร่วมกับคราบน้ำบนฝ้า: ให้ช่างตรวจร่องรอยน้ำรั่วและบริเวณหลังคาที่เกี่ยวข้อง
- มีกลิ่นร่วมกับผนังหรือบัวเชิงผนังบวม: ตรวจความชื้นและหาว่าน้ำอาจมาจากจุดไหน
- มีกลิ่นบริเวณห้องน้ำหรือใต้อ่างล้างจาน: ตรวจท่อประปาและระบบระบายน้ำ
- มีกลิ่นหลังเปิดเครื่องปรับอากาศ: ตรวจตัวเครื่องและท่อน้ำทิ้ง
- มีกลิ่นซ้ำ ๆ แต่ยังไม่พบต้นเหตุ: ให้ช่างตรวจสภาพบ้านหรือผู้เชี่ยวชาญด้านความชื้นช่วยประเมิน
หากจำเป็นต้องใช้เครื่องวัดความชื้น ควรให้ผู้ที่มีความรู้เป็นผู้ตรวจและแปลผลให้เหมาะกับวัสดุแต่ละชนิด เพราะค่าความชื้นที่วัดได้จากจุดเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าปัญหาเกิดจากอะไร
ไม่จำเป็นต้องจ้างช่างมาตรวจทุกระบบโดยไม่มีเหตุผล ควรเริ่มจากจุดที่มีร่องรอยน่าสงสัย แล้วค่อยตรวจเพิ่มเติมตามสิ่งที่พบ
บ้านมือสองมีกลิ่นอับ ยังควรซื้อหรือควรชะลอการวางมัดจำ
การพบกลิ่นอับไม่ได้หมายความว่าต้องตัดบ้านหลังนั้นออกจากตัวเลือกทันที สิ่งที่ควรพิจารณาคือสามารถหาต้นเหตุได้หรือไม่ มีความเสียหายร่วมด้วยหรือเปล่า และสามารถประเมินงานซ่อมก่อนซื้อได้ชัดเจนเพียงใด
ตารางต่อไปนี้เป็นแนวทางช่วยตัดสินใจเบื้องต้น ไม่ใช่การยืนยันว่าบ้านมีความเสียหายมากน้อยเพียงใด
| สิ่งที่พบ | ควรทำอย่างไร |
|---|---|
| มีกลิ่น แต่ยังไม่พบร่องรอยความเสียหาย | สอบถามและกลับไปตรวจซ้ำ |
| มีกลิ่นร่วมกับคราบชื้นหรือวัสดุบวม | ให้ช่างประเมินก่อนตกลงซื้อ |
| กลิ่นรุนแรงหรือเกิดซ้ำโดยไม่ทราบต้นเหตุ | ชะลอการวางมัดจำ |
อย่าคิดเฉพาะค่าใช้จ่ายในการกำจัดกลิ่น
หากกลิ่นเกิดจากห้องที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือสิ่งของเก่า วิธีจัดการอาจแตกต่างจากกรณีที่มีท่อน้ำรั่ว ผนังชื้น หรือวัสดุเสียหาย
หากพบว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับความชื้น ควรสอบถามช่างว่าค่าใช้จ่ายที่ประเมินไว้ครอบคลุมงานอะไรบ้าง เช่น
- การตรวจหาจุดที่น้ำรั่วหรือมีความชื้นสะสม
- การซ่อมท่อน้ำ หลังคา หรือส่วนที่ชำรุด
- การเปลี่ยนวัสดุที่เสียหาย
- การเก็บงานและตรวจสภาพหลังซ่อม
ไม่ควรกำหนดค่าซ่อมเป็นจำนวนเงินตายตัว เพราะบ้านแต่ละหลังมีสภาพและความเสียหายแตกต่างกัน
หากผู้ขายรับปากว่าจะซ่อมให้ก่อนส่งมอบ
ควรถามให้ชัดว่าจะซ่อมตรงไหน ใช้วิธีใด ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย และผู้ซื้อสามารถกลับมาตรวจหลังซ่อมได้หรือไม่
หากตกลงกันเรื่องการซ่อมแซมหรือการตรวจเพิ่มเติม ควรระบุรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน และตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องก่อนลงนาม
หากยังไม่สามารถตรวจจุดที่สงสัยได้ครบ หรือยังไม่ทราบว่ากลิ่นมาจากอะไร ควรขอตรวจให้ชัดเจนก่อนจ่ายเงินมัดจำหรือเซ็นสัญญา
นอกจากการตรวจหาต้นเหตุของกลิ่นแล้ว ผู้ซื้อควรทบทวน สิ่งที่ต้องเช็คหลังดูบ้านก่อนวางมัดจำ โดยเฉพาะค่าซ่อม เงื่อนไขการซื้อขาย และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นหลังซื้อ
เช็คลิสต์ตรวจกลิ่นอับก่อนวางมัดจำบ้านมือสอง
ก่อนตัดสินใจซื้อ ลองตรวจว่ามีข้อมูลสำคัญครบตามรายการต่อไปนี้หรือยัง
- ☐ ทราบแล้วว่ากลิ่นเกิดทั่วบ้านหรือเฉพาะบางห้อง
- ☐ สังเกตแล้วว่ากลิ่นเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเปิดระบายอากาศ
- ☐ ตรวจร่องรอยความชื้นใกล้บริเวณที่ได้กลิ่นแล้ว
- ☐ พอแยกได้ว่ากลิ่นอาจมาจากห้องปิดนาน ท่อระบายน้ำ หรืออุปกรณ์ภายในบ้าน
- ☐ สอบถามประวัติน้ำรั่วและการซ่อมแซมเดิมแล้ว
- ☐ ถ่ายรูปและจดตำแหน่งที่น่าสงสัยไว้ครบ
- ☐ ทราบแล้วว่าจุดไหนควรให้ช่างตรวจเพิ่มเติม
- ☐ สอบถามค่าใช้จ่ายและรายละเอียดงานซ่อมเมื่อพบความเสียหายแล้ว
- ☐ ตรวจข้อตกลงเรื่องการซ่อมแซมก่อนวางมัดจำแล้ว
หากยังมีข้อสำคัญที่ตอบไม่ได้ โดยเฉพาะกลิ่นที่เกิดซ้ำหรือร่องรอยความชื้นที่ยังไม่ทราบสาเหตุ ควรขอกลับไปดูบ้านอีกครั้ง และให้ช่างช่วยตรวจตามความจำเป็น
แม้การตรวจเหล่านี้จะไม่ได้รับประกันว่าบ้านจะไม่มีปัญหาอื่นในอนาคต แต่จะช่วยให้ตัดสินใจจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ แทนการอาศัยความรู้สึกหรือคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว
ตัดสินใจอย่างไร เมื่อบ้านยังมีกลิ่นอับ
กลิ่นอับในบ้านมือสองเป็นสัญญาณที่ควรหาต้นเหตุ แต่ไม่ได้หมายความว่าบ้านมีน้ำรั่ว เชื้อรา หรือปัญหาโครงสร้างเสมอไป หากกลิ่นจางลงหลังระบายอากาศและไม่พบร่องรอยความเสียหาย อาจเริ่มจากการสอบถามประวัติบ้านและกลับไปตรวจจุดที่สงสัยอีกครั้ง
แต่หากกลิ่นเกิดซ้ำร่วมกับคราบชื้น สีพอง หรือวัสดุบวม ควรให้ช่างตรวจหาสาเหตุและประเมินงานซ่อมก่อนวางมัดจำ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ทราบว่าปัญหาเกิดจากอะไร หรือมีบางจุดที่ยังไม่สามารถเข้าตรวจได้
ก่อนตกลงซื้อ ควรรู้ให้ชัดว่ากลิ่นอาจมาจากอะไร มีส่วนไหนต้องซ่อม และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
หากยังมีข้อสงสัย การนัดกลับไปดูบ้านอีกครั้งพร้อมข้อมูลที่จดไว้ จะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้รอบคอบกว่าการเปิดหน้าต่างให้กลิ่นจางลง แล้วคิดว่าปัญหาทุกอย่างได้รับการแก้ไขแล้ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น