เมื่อเลือกได้แล้วว่าสนใจบ้านหรือคอนโด คำถามต่อมาของนักลงทุนมือใหม่มักเป็นว่า ควรเริ่มดูทรัพย์ใหม่จากโครงการ หรือมองหาทรัพย์มือสองที่เจ้าของเดิมนำมาขายต่อ เพราะความแตกต่างไม่ได้มีเพียงเรื่อง “ใหม่กับเก่า” แต่ยังรวมถึงต้นทุนก่อนเริ่มสร้างรายได้ ข้อมูลตลาดที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ สภาพทรัพย์ จำนวนคู่แข่ง และโอกาสขายต่อในอนาคต สำหรับคนที่กำลัง ลงทุนอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งหรือมือสอง จึงควรเปรียบเทียบต้นทุนรวมและแผนการลงทุนให้ชัดเจน มากกว่าดูเฉพาะราคาที่ประกาศขาย
ในบทความนี้ “มือหนึ่ง” หมายถึงบ้านหรือคอนโดใหม่ที่ซื้อจากโครงการหรือผู้พัฒนาโครงการ และยังไม่เคยถูกเจ้าของเดิมนำกลับมาขายต่อในตลาด ส่วน “มือสอง” หมายถึงบ้านหรือคอนโดที่มีเจ้าของเดิมแล้วนำมาขายต่ออีกครั้ง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของทรัพย์แต่ละรายการอาจแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบเอกสารและสถานะการซื้อขายจริงให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ
ลงทุนอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งหรือมือสอง อย่าเริ่มจากคำว่า “ใหม่กว่า” หรือ “ถูกกว่า”
ก่อนเลือกระหว่างทรัพย์สองแบบ ควรถามตัวเองก่อนว่าซื้อไปเพื่ออะไร และต้องการให้ทรัพย์นั้นมีบทบาทอย่างไรในแผนการลงทุน เพราะอสังหาริมทรัพย์ที่ดูน่าสนใจอาจไม่เหมาะกับงบประมาณ ระยะเวลาที่ต้องถือครอง หรือระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้
ลองตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัดก่อนเริ่มเปรียบเทียบ
- ซื้อเพื่อปล่อยเช่าเป็นหลัก หรือมีแผนขายต่อในอนาคต
- ต้องการให้ทรัพย์เริ่มสร้างรายได้เร็วแค่ไหน
- มีงบสำหรับตกแต่ง ซ่อม หรือปรับปรุงเพิ่มเติมเท่าไร
- ต้องการข้อมูลค่าเช่าและราคาขายย้อนหลังมากน้อยเพียงใด
- ยอมรับความไม่แน่นอนของโครงการใหม่ หรือปัญหาที่อาจเกิดจากสภาพทรัพย์เก่าได้มากแค่ไหน
- มีเวลาเข้าไปตรวจ ดูแล และจัดการทรัพย์ด้วยตัวเองหรือไม่
หากยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากบ้าน คอนโด หรือที่ดิน ควรตัดสินใจเรื่องประเภททรัพย์ให้ชัดก่อน เพราะบทความนี้เหมาะกับคนที่เลือกประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่สนใจได้แล้ว และกำลังพิจารณาต่อว่าจะเริ่มดูทรัพย์ใหม่หรือทรัพย์มือสอง
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากบ้าน คอนโด หรือที่ดิน การศึกษาพื้นฐานเรื่อง ลงทุนอสังหาริมทรัพย์มือใหม่ ก่อน จะช่วยแยกข้อดี ข้อจำกัด และลักษณะการลงทุนของทรัพย์แต่ละประเภทได้ชัดขึ้น
ทรัพย์มือหนึ่งในมุมของนักลงทุนต้องดูมากกว่าความใหม่
สำหรับนักลงทุน ความใหม่ของบ้านหรือห้องไม่ใช่เรื่องเดียวที่ต้องพิจารณา สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ หลังซื้อแล้วต้องใช้เงินและเวลาอีกมากแค่ไหนกว่าทรัพย์จะพร้อมปล่อยเช่าหรือเริ่มสร้างรายได้
บ้านหรือคอนโดใหม่อาจยังไม่มีความเสื่อมสภาพจากการใช้งานของเจ้าของเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายหลังซื้อ นักลงทุนอาจต้องเตรียมงบสำหรับเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผ้าม่าน งานตกแต่ง หรืออุปกรณ์อื่นที่จำเป็นก่อนนำบ้านหรือห้องออกปล่อยเช่า
หากเป็นโครงการที่เพิ่งเปิดใหม่ อาจยังมีข้อมูลจากตลาดจริงให้เปรียบเทียบไม่มาก เช่น ค่าเช่าภายในโครงการ ราคาที่เจ้าของรายอื่นนำออกขายต่อ หรือระยะเวลาที่แต่ละห้องใช้ในการหาผู้เช่า นักลงทุนจึงอาจต้องดูข้อมูลจากพื้นที่รอบข้างและโครงการใกล้เคียงประกอบด้วย
อีกจุดที่ควรเช็คคือ จำนวนบ้านหรือห้องจากโครงการเดียวกันที่อาจถูกนำออกปล่อยเช่าหรือขายในช่วงเวลาใกล้กัน หากเจ้าของหลายรายรับโอนแล้วนำทรัพย์ออกสู่ตลาดพร้อมกัน ผู้เช่าหรือผู้ซื้อก็จะมีตัวเลือกให้เปรียบเทียบมากขึ้น
โปรโมชัน ส่วนลด หรือของแถมจากโครงการสามารถนำมาคิดรวมกับต้นทุนได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียวในการตัดสินว่าทรัพย์นั้นเหมาะกับการลงทุน เพราะสุดท้ายยังต้องพิจารณาความต้องการของตลาด จำนวนคู่แข่ง ค่าใช้จ่ายทั้งหมด และราคาที่ผู้เช่าหรือผู้ซื้อยอมรับได้จริง
ทรัพย์มือสองเห็นสภาพและตลาดจริงได้มากขึ้น แต่ต้องเผื่อต้นทุนหลังซื้อ
ข้อดีอย่างหนึ่งของทรัพย์มือสองคือ นักลงทุนสามารถเห็นสภาพบ้านหรือห้อง สภาพโครงการ พื้นที่ส่วนกลาง บรรยากาศโดยรอบ และสภาพแวดล้อมหลังมีผู้อยู่อาศัยจริงได้ชัดเจนกว่าทรัพย์ที่ยังไม่เคยมีคนอยู่
หากเป็นทำเลหรือโครงการที่มีการซื้อขายและปล่อยเช่ามาระยะหนึ่ง มักมีประกาศหลายรายการให้ใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบ ทำให้เห็นช่วงราคา จำนวนคู่แข่ง และตัวเลือกที่ผู้ซื้อหรือผู้เช่ามีอยู่ในตลาดได้ชัดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ราคาที่ดูต่ำกว่าทรัพย์ใหม่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นต้นทุนทั้งหมด เพราะหลังซื้ออาจยังมีค่าทาสี ค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ ค่าซ่อมแซม หรือค่าเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานหรือการปล่อยเช่า
ทรัพย์บางรายการอาจอยู่ในสภาพพร้อมใช้และนำออกปล่อยเช่าได้เร็ว แต่บางรายการอาจต้องใช้ทั้งเงินและเวลาในการปรับปรุงมากกว่าที่คาดจากการดูครั้งแรก
เมื่อพบทรัพย์มือสองที่สนใจจริง ควรตรวจสภาพบ้านหรือห้องอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะสภาพทรัพย์มีผลโดยตรงต่อต้นทุนในการลงทุน ส่วนรายละเอียดเรื่องรอยร้าว ระบบน้ำ ระบบไฟ หรือการตรวจรับ ควรแยกไปตรวจในขั้นตอนตรวจสภาพทรัพย์โดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องนำมาลงรายละเอียดทั้งหมดในขั้นเปรียบเทียบมือหนึ่งกับมือสอง
โดยเฉพาะ บ้านมือสองที่ยังมีเจ้าของอาศัยอยู่ ควรแยกไปเช็คทั้งสภาพบ้าน วันย้ายออก และสิ่งของที่จะส่งมอบให้ชัด เพราะรายละเอียดเหล่านี้อาจทำให้ต้นทุนหลังซื้อและวันที่พร้อมใช้งานเปลี่ยนไปจากที่คาดไว้
มือหนึ่งกับมือสองต่างกันตรงไหนเมื่อนำมาลงทุน
| หัวข้อ | มือหนึ่ง | มือสอง |
|---|---|---|
| ราคาซื้อ | ขึ้นกับโครงการ ทำเล และช่วงการขาย | ขึ้นกับเจ้าของ สภาพ และตลาดขายต่อ |
| ค่าเตรียมทรัพย์ | อาจต้องตกแต่งและซื้อของใหม่ | อาจใช้ของเดิมได้หรือเปลี่ยนบางส่วน |
| ค่าซ่อม | ต้องดูสภาพจริงหลังรับทรัพย์ | ขึ้นกับอายุและสภาพทรัพย์ |
| เวลาก่อนปล่อยเช่า | อาจต้องรอรับทรัพย์และตกแต่ง | บางทรัพย์พร้อมใช้ บางทรัพย์ต้องซ่อม |
| ข้อมูลค่าเช่า | โครงการใหม่อาจมีข้อมูลจำกัด | บางพื้นที่มีข้อมูลย้อนหลังมากกว่า |
| ราคาขายย้อนหลัง | ตลาดขายต่ออาจยังไม่ชัด | อาจมีข้อมูลให้เปรียบเทียบมากกว่า |
| สภาพทรัพย์ | เห็นสภาพใหม่ตอนรับทรัพย์ | เห็นสภาพหลังผ่านการใช้งานจริง |
| คู่แข่ง | อาจมีทรัพย์ใหม่ออกสู่ตลาดพร้อมกัน | แข่งขันกับทรัพย์หลายราคาและหลายสภาพ |
| ค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง | อาจเกิดระหว่างตกแต่งและรอใช้งาน | อาจเกิดจากงานซ่อมหรืออุปกรณ์เก่า |
| การขายต่อ | ต้องประเมินตลาดในอนาคตมากขึ้น | อาจมีข้อมูลตลาดเดิมให้ใช้ประกอบ |
ตารางนี้ไม่ได้หมายความว่ามือหนึ่งหรือมือสองจะมีต้นทุนต่ำกว่า ความเสี่ยงน้อยกว่า หรือขายต่อได้ง่ายกว่าเสมอ เพราะผลจริงขึ้นอยู่กับตัวทรัพย์ ราคาที่ซื้อ ทำเล สภาพ และการแข่งขันในตลาดช่วงที่ตัดสินใจซื้อ
ลงทุนอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งหรือมือสอง ต้องเปรียบเทียบต้นทุนรวมก่อนตัดสินใจ
ราคาซื้อเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการลงทุน ไม่ใช่ตัวเลขทั้งหมดที่ควรนำมาใช้ตัดสินว่าทรัพย์ใดมีต้นทุนต่ำกว่า
ทรัพย์มือหนึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น
- เฟอร์นิเจอร์
- เครื่องใช้ไฟฟ้า
- ผ้าม่านและอุปกรณ์ที่จำเป็น
- งานตกแต่งก่อนปล่อยเช่า
- ค่าใช้จ่ายในช่วงที่ทรัพย์ยังไม่พร้อมใช้งาน
ส่วนทรัพย์มือสองอาจมีค่าใช้จ่าย เช่น
- ค่าทาสีหรือปรับสภาพภายใน
- ค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เสื่อม
- ค่าซ่อมระบบบางส่วน
- ค่าเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์เก่า
- ค่าแก้ไขปัญหาที่พบหลังตรวจทรัพย์
ดังนั้น ราคาซื้อที่ต่ำกว่าไม่ได้หมายความว่าต้นทุนรวมในการลงทุนจะต่ำกว่าเสมอ
วิธีเปรียบเทียบที่เข้าใจง่ายกว่าคือ รวมค่าใช้จ่ายของทรัพย์แต่ละรายการตั้งแต่ราคาซื้อ ค่าตกแต่ง ค่าซ่อม ไปจนถึงวันที่บ้านหรือห้องพร้อมปล่อยเช่า แล้วจึงนำยอดรวมมาเปรียบเทียบกัน
ค่าใช้จ่ายในช่วงที่ทรัพย์ยังไม่สร้างรายได้ก็ควรถูกนำมาคิดด้วย เพราะแม้ยังไม่มีค่าเช่าเข้ามา นักลงทุนอาจต้องเริ่มจ่ายค่าใช้จ่ายบางอย่างตั้งแต่วันแรกที่ถือครองทรัพย์
หากต้องการแยกให้ชัดว่าเงินค่าเช่าที่ได้รับต่างจากเงินที่เหลือจริงอย่างไร สามารถศึกษา ลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อกระแสเงินสด เพิ่มเติม แล้วนำค่าแต่ง ค่าซ่อม และช่วงที่ทรัพย์ยังไม่มีรายได้ไปคิดร่วมกัน
มือสองอาจมีข้อมูลย้อนหลังมากกว่า แต่มือหนึ่งก็ต้องดูตลาดจริง
ความแตกต่างสำคัญอีกอย่างคือ ปริมาณและประเภทของข้อมูลที่นักลงทุนมีไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อ
ทรัพย์มือสองในพื้นที่ที่มีตลาดมาระยะหนึ่งอาจมีข้อมูลให้สำรวจ เช่น
- ราคาประกาศขายของทรัพย์ใกล้เคียง
- ค่าเช่าของบ้านหรือห้องที่เป็นคู่แข่ง
- จำนวนทรัพย์ที่กำลังประกาศขายหรือปล่อยเช่า
- ระยะเวลาที่ประกาศแต่ละรายการอยู่ในตลาด
- สภาพพื้นที่หลังมีผู้อยู่อาศัยจริง
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้รับประกันว่าเราจะปล่อยเช่าหรือขายได้ในราคาเดียวกัน แต่ช่วยให้เห็นว่าผู้เช่าหรือผู้ซื้อมีตัวเลือกอะไรอยู่บ้าง และทรัพย์ที่เราสนใจต้องแข่งขันกับทรัพย์ลักษณะใด
หากต้องการดูภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยเพิ่มเติม สามารถนำข้อมูลจากประกาศที่พบจริงมาเทียบกับสถิติและรายงานของ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ประกอบ แต่ข้อมูลย้อนหลังควรใช้เพื่อช่วยประเมินตลาด ไม่ใช่รับประกันว่าราคาหรือความต้องการในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางเดิม
สำหรับโครงการใหม่ นักลงทุนอาจต้องมองกว้างขึ้นไปถึงความต้องการของตลาดในพื้นที่ คู่แข่งรอบข้าง โครงการใกล้เคียง จำนวนบ้านหรือห้องที่จะทยอยเข้าสู่ตลาด และกลุ่มคนที่มีความต้องการอยู่อาศัยในบริเวณนั้นจริง
ข้อความโฆษณาอย่าง “ทำเลศักยภาพ” หรือ “ความต้องการสูง” สามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนข้อมูลจากตลาดจริง ควรตรวจสอบว่ามีผู้เช่าหรือผู้ซื้อในพื้นที่มากน้อยเพียงใด และมีทรัพย์ประเภทเดียวกันออกสู่ตลาดมากแค่ไหนก่อนตัดสินใจ
ซื้อแล้วปล่อยเช่าได้เมื่อไร เป็นอีกต้นทุนที่ต้องคิด
เงินที่จ่ายไปกับทรัพย์ไม่ได้เริ่มสร้างรายได้ทันทีในทุกกรณี ระยะเวลาที่ต้องรอก่อนปล่อยเช่าได้จึงเป็นอีกเรื่องที่ควรนำมาคิดร่วมกับต้นทุน
ทรัพย์มือหนึ่งอาจต้องผ่านขั้นตอนรับทรัพย์ ตกแต่ง ซื้อเฟอร์นิเจอร์ และเตรียมบ้านหรือห้องให้พร้อมก่อนนำออกปล่อยเช่า
ทรัพย์มือสองบางรายการอาจพร้อมใช้งานและใช้เวลาเตรียมน้อยกว่า แต่บางรายการอาจต้องซ่อมหรือปรับปรุงมากกว่าที่คาดไว้
จึงควรประเมินระยะเวลาระหว่าง “วันที่ซื้อ” กับ “วันที่พร้อมปล่อยเช่า” ควบคู่ไปกับค่าใช้จ่าย เพราะในช่วงที่ยังไม่มีรายได้ ค่าใช้จ่ายบางอย่างอาจยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ทรัพย์ใหม่และมือสองมีคู่แข่งคนละแบบ
นักลงทุนอาจมองเฉพาะทรัพย์ของตัวเอง แต่ผู้เช่าหรือผู้ซื้อจะเปรียบเทียบกับตัวเลือกอื่นที่มีอยู่ในตลาดด้วย
ในโครงการใหม่ อาจมีเจ้าของหลายรายรับโอนในช่วงใกล้กัน แล้วนำบ้านหรือห้องออกปล่อยเช่าหรือขายพร้อมกัน หากขนาด ตำแหน่ง หรือการตกแต่งใกล้เคียงกัน ผู้เช่าหรือผู้ซื้อก็สามารถเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขของแต่ละรายการได้ง่าย
ตลาดมือสองมีการแข่งขันต่างออกไป เพราะทรัพย์แต่ละรายการอาจต่างกันทั้งอายุ สภาพ ตำแหน่ง การตกแต่ง และราคาที่เจ้าของตั้งไว้
ก่อนซื้อจึงควรลองมองตลาดจากมุมของผู้เช่าหรือผู้ซื้อด้วยว่า หากวันนี้ต้องเลือกทรัพย์ประเภทเดียวกันในพื้นที่นั้น มีตัวเลือกอื่นอยู่มากแค่ไหน และทรัพย์ที่เราสนใจมีจุดเด่นหรือข้อจำกัดอย่างไรเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่น
ไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าทรัพย์จะปล่อยเช่าหรือขายได้ง่ายเพียงเพราะใหม่กว่า ตกแต่งดีกว่า หรือซื้อมาได้ในราคาต่ำกว่า เพราะผู้เช่าหรือผู้ซื้อยังพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย
ก่อนซื้อ ต้องคิดด้วยว่าถ้าจะขายต่อ ใครคือคนซื้อคนถัดไป
การลงทุนไม่ได้จบลงในวันที่ได้ผู้เช่าคนแรก หากมีแผนขายต่อในอนาคต ก็ควรคิดตั้งแต่ก่อนซื้อว่าใครน่าจะเป็นผู้ซื้อรายถัดไป และทรัพย์ของเราจะมีข้อได้เปรียบหรือข้อจำกัดอย่างไรในตลาดตอนนั้น
ลองถามว่า
- หากต้องขายต่อ กลุ่มผู้ซื้อที่น่าจะสนใจทรัพย์นี้คือใคร
- ราคาที่ต้องการขายจะแข่งขันกับทรัพย์อื่นในพื้นที่ได้หรือไม่
- หากเป็นโครงการใหม่ ในอนาคตอาจมีเจ้าของรายอื่นนำทรัพย์ออกขายพร้อมกันมากน้อยแค่ไหน
- หากเป็นมือสอง เมื่อถือไปอีกหลายปี สภาพทรัพย์อาจต้องใช้งบปรับปรุงเพิ่มหรือไม่
- หากปล่อยเช่าหรือขายไม่ได้ตามแผน เรายังรับค่าใช้จ่ายในการถือครองต่อได้หรือไม่
ไม่ควรสรุปว่าทรัพย์ใหม่จะขายต่อได้ง่ายกว่า หรือทรัพย์มือสองที่ซื้อได้ในราคาน่าสนใจจะทำกำไรได้เสมอ เพราะราคาขายในอนาคตยังขึ้นอยู่กับสภาพตลาด ทำเล สภาพทรัพย์ จำนวนคู่แข่ง และช่วงเวลาที่ต้องการขาย
ลงทุนอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งหรือมือสอง แบบไหนเหมาะกับมือใหม่แต่ละคน
หากต้องการลดความกังวลเรื่องความเสื่อมสภาพจากการใช้งานของเจ้าของเดิม และยอมรับได้ว่าต้องประเมินตลาดของโครงการใหม่จากข้อมูลรอบพื้นที่มากขึ้น การเริ่มศึกษาทรัพย์มือหนึ่งอาจเหมาะกับแนวทางการลงทุนของคุณ
ในทางกลับกัน หากต้องการเห็นสภาพแวดล้อมจริง มีข้อมูลราคาขายและค่าเช่าย้อนหลังให้เปรียบเทียบ และยอมรับได้ว่าทรัพย์อาจต้องซ่อมหรือปรับปรุง การศึกษาทรัพย์มือสองอาจช่วยให้เห็นภาพต้นทุนและสภาพตลาดได้ชัดกว่าในบางกรณี
อย่างไรก็ตาม คำว่า “มือหนึ่ง” หรือ “มือสอง” ควรใช้เป็นเพียงเกณฑ์หนึ่งในการคัดเลือก ไม่ควรใช้เป็นคำตอบสุดท้ายว่าทรัพย์แบบไหนน่าลงทุนกว่า
ทรัพย์มือหนึ่งที่มีต้นทุนรวมสูง มีคู่แข่งจำนวนมาก และยังไม่มีข้อมูลตลาดที่ชัด อาจไม่น่าสนใจเท่าทรัพย์มือสองบางรายการ ขณะเดียวกัน ทรัพย์มือสองที่ราคาดูน่าสนใจแต่ต้องใช้งบปรับปรุงมาก หรือมีโอกาสขายต่อไม่มาก ก็อาจไม่เหมาะกับแผนการลงทุนเช่นกัน
สุดท้ายควรประเมินทรัพย์จริงทีละรายการ โดยดูทั้งราคา ต้นทุน สภาพ ทำเล คู่แข่ง และโอกาสสร้างรายได้ มากกว่าตัดสินจากคำว่า “มือหนึ่ง” หรือ “มือสอง” เพียงอย่างเดียว
รายการเช็คก่อนลงทุนอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งหรือมือสอง
ก่อนตัดสินใจ ลองนำทรัพย์ที่สนใจหลายรายการมาเปรียบเทียบด้วยรายการต่อไปนี้
- กำหนดให้ชัดว่าจะเน้นปล่อยเช่าหรือมีแผนขายต่อ
- เปรียบเทียบราคาซื้อกับทรัพย์ใกล้เคียง
- รวมค่าตกแต่ง ค่าซ่อม และค่าเตรียมทรัพย์ทั้งหมด
- เช็คค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายระหว่างถือครอง
- ดูค่าเช่าของทรัพย์ใกล้เคียงที่กำลังประกาศอยู่จริง
- เช็คจำนวนบ้านหรือห้องที่เป็นคู่แข่ง
- ประเมินเวลาตั้งแต่ซื้อจนพร้อมปล่อยเช่า
- เผื่องบสำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
- วางแผนสำรองหากปล่อยเช่าหรือขายไม่ได้ตามที่คาด
- เปรียบเทียบทรัพย์จริงหลายรายการก่อนตัดสินใจ
เมื่อคัดทรัพย์เหลือไม่กี่ตัวเลือกแล้ว ควรกลับไปดูรายละเอียดด้านสภาพ การอยู่อาศัย และข้อควรระวังก่อนซื้อให้ครบ โดยสามารถใช้กลุ่มบทความ ดูบ้านก่อนซื้อ เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับไล่เช็คประเด็นของทรัพย์แต่ละประเภทต่อได้
การเลือกระหว่าง ทรัพย์มือหนึ่งกับทรัพย์มือสองเพื่อการลงทุน จึงไม่มีคำตอบเดียวว่าแบบไหนดีกว่า ก่อนตัดสินใจควรนำทรัพย์จริงที่อยู่ในงบและทำเลใกล้เคียงกันมาเปรียบเทียบทั้งราคาซื้อ ค่าตกแต่งหรือค่าซ่อม ค่าใช้จ่ายระหว่างถือครอง เวลาก่อนพร้อมปล่อยเช่า จำนวนคู่แข่ง และโอกาสขายต่อในอนาคต เพราะสุดท้ายสิ่งที่มีผลต่อการลงทุนมากกว่าคำว่า “ใหม่” หรือ “มือสอง” คือคุณภาพของทรัพย์ ต้นทุนรวม และสภาพตลาดจริงในช่วงที่กำลังตัดสินใจ





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น