บ้านสวย

รีวิวอสังหาริมทรัพย์ ขายบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด ที่ดิน | HomeForSaleInTH

รีวิวอสังหาริมทรัพย์ บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด ที่ดิน พร้อมสาระก่อนซื้อบ้าน ดูทำเล ค่าใช้จ่าย และเช็คจุดสำคัญก่อนตัดสินใจ

ภาษีอสังหาริมทรัพย์มีอะไรบ้าง? แยกภาษีตอนถือครอง ขาย และโอนให้เข้าใจก่อนจ่ายจริง

ภาษีอสังหาริมทรัพย์ กับบ้าน เอกสาร เครื่องคิดเลข และกุญแจ สำหรับวางแผนก่อนถือครอง ขาย และโอน


     ภาษีอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนขายหรือตอนโอนเท่านั้น ระหว่างที่ถือครองทรัพย์ก็อาจมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนเมื่อขายก็อาจมีภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรืออากรแสตมป์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรณี


     วิธีทำความเข้าใจให้ง่ายขึ้น คือแยกเรื่องภาษีออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงถือครอง ช่วงขาย และช่วงจดทะเบียนโอน จากนั้นค่อยดูว่าแต่ละช่วงมีภาษีหรือค่าใช้จ่ายใดเกี่ยวข้อง ใครเป็นผู้มีหน้าที่ และต้องใช้ข้อมูลอะไรประกอบการพิจารณา เพราะประเภทของทรัพย์ วิธีได้มาของทรัพย์ และสถานะของผู้ขาย อาจทำให้หลักเกณฑ์ที่ใช้แตกต่างกัน


ภาษีอสังหาริมทรัพย์ มีอะไรบ้าง แยกตามช่วงถือครอง ขาย และโอน

     การแยกภาษีตามช่วงถือครอง ขาย และโอน ช่วยให้เห็นภาพได้ง่ายกว่าการจำเพียงว่า “ขายบ้านต้องเสียอะไรบ้าง” แล้วนำค่าใช้จ่ายทุกอย่างมารวมเป็นก้อนเดียว


     ภาพรวมสามารถแยกได้ดังนี้

  • ถือครองทรัพย์ → อาจเกี่ยวข้องกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  • ขายทรัพย์ → อาจเกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์
  • ขายทรัพย์บางกรณี → อาจเข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
  • การขายหรือโอนบางกรณี → อาจเกี่ยวข้องกับอากรแสตมป์
  • จดทะเบียนโอน → อาจมีทั้งภาษี อากร และค่าธรรมเนียม
  • กรณีพิเศษ → เช่น มรดก การให้ นิติบุคคล อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ประกอบธุรกิจ หรือทรัพย์ที่มีรายได้จากค่าเช่า ควรตรวจเงื่อนไขแยกเป็นกรณีไป


     ประเด็นสำคัญคือ ภาษีแต่ละประเภทเกิดจากเหตุที่ต่างกัน และใช้หลักพิจารณาไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรเรียกค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันโอนรวมกันว่า “ภาษีโอน”


ก่อนเริ่ม ต้องแยก “ภาษี” กับ “ค่าธรรมเนียม” ให้ชัด

     ภาษีกับค่าธรรมเนียมอาจต้องชำระในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่เป็นค่าใช้จ่ายคนละประเภท และมีหลักเกณฑ์ในการเรียกเก็บแตกต่างกัน


     กลุ่มภาษีและอากรที่อาจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น

  • ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  • ภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์
  • ภาษีธุรกิจเฉพาะ
  • อากรแสตมป์


     ส่วนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอน ค่าจดทะเบียนจำนอง หรือค่าธรรมเนียมอื่นที่สำนักงานที่ดินเรียกเก็บจากการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม จัดอยู่ในกลุ่ม “ค่าธรรมเนียม” ไม่ใช่ภาษีประเภทเดียวกับรายการข้างต้น


     ตารางนี้ช่วยแยกแต่ละรายการให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น


รายการ ประเภท / ช่วงที่เกี่ยวข้อง จุดที่ควรเช็ค
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษี / ระหว่างถือครอง ผู้มีหน้าที่ ลักษณะการใช้ประโยชน์ มูลค่าที่ใช้เป็นฐาน และหลักเกณฑ์ของปีนั้น
ภาษีเงินได้จากการขาย ภาษี / เมื่อขาย สถานะผู้ขาย วิธีได้มา ระยะเวลาถือครอง และฐานที่ใช้คำนวณ
ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษี / เมื่อขายและเข้าเงื่อนไข ลักษณะการขาย ผู้ขาย ระยะเวลาถือครอง และข้อยกเว้น
อากรแสตมป์ อากร / ตามกรณี ต้องพิจารณาควบคู่กับภาษีธุรกิจเฉพาะ
ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าธรรมเนียม / ตอนจดทะเบียนโอน ประเภทนิติกรรมและมาตรการที่ใช้ในวันที่โอน
ค่าจดทะเบียนจำนอง ค่าธรรมเนียม / เมื่อมีการจำนอง วงเงิน ประเภทการจดทะเบียน และมาตรการที่ใช้ในขณะนั้น


     ตารางนี้มีไว้เพื่อช่วยแยกประเภทของค่าใช้จ่าย ไม่ควรนำไปใช้แทนการคำนวณเงินจริง เพราะอัตรา ฐานภาษี ข้อยกเว้น และมาตรการบางอย่างอาจเปลี่ยนแปลงได้


โต๊ะทำงานแบ่งเอกสารสองฝั่ง มีเครื่องคิดเลข กุญแจบ้าน และแบบจำลองบ้าน เพื่อแยกภาษีกับค่าธรรมเนียมการโอน


ภาษีอสังหาริมทรัพย์ ช่วงถือครอง เกี่ยวกับใคร

     ระหว่างที่ถือครองที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือห้องชุด อาจมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่จัดเก็บภาษีประเภทนี้


     นอกจากภาษีแล้ว ผู้ที่กำลังเลือกบ้านควรมองค่าใช้จ่ายระยะยาวด้านอื่นควบคู่กันด้วย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบ บ้านหลังใหญ่กับบ้านขนาดพอดี เพราะพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นอาจตามมาด้วยค่าดูแล ค่าซ่อมแซม และภาระทางการเงินที่ต่างกัน


     สิ่งที่ต้องดูจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีบ้านหรือมีที่ดินหรือไม่” แต่ควรพิจารณาด้วยว่าใครเป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย ทรัพย์นั้นถูกใช้ประโยชน์ในลักษณะใด และหลักเกณฑ์ของปีภาษีนั้นกำหนดไว้อย่างไร


ภาษีอสังหาริมทรัพย์ ช่วงถือครองกับเจ้าของบ้านที่กำลังตรวจข้อมูลหน้าบ้านพักอาศัย


ใครอยู่ในข่ายผู้เสียภาษี

     โดยหลัก เจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง เจ้าของห้องชุด รวมถึงผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด อาจอยู่ในข่ายผู้มีหน้าที่เสียภาษี


     วันที่ 1 มกราคมของปีภาษีเป็นวันที่สำคัญในการพิจารณาว่าใครเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีในปีนั้น จึงไม่ควรดูเฉพาะว่าใครเป็นเจ้าของในวันที่ได้รับหนังสือแจ้งหรือวันที่ไปชำระภาษี


     หากต้องการตรวจว่าใครเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ทรัพย์ประเภทใดอยู่ในข่าย และหลักเกณฑ์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปัจจุบัน สามารถตรวจข้อมูลจาก ระบบ LTAX e-service ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้โดยตรง


ลักษณะการใช้ประโยชน์มีผลอย่างไร

     การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องพิจารณาด้วยว่า ทรัพย์นั้นถูกนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะใด เช่น

  • ใช้ประกอบเกษตรกรรม
  • ใช้เป็นที่อยู่อาศัย
  • ใช้ประโยชน์ในลักษณะอื่น
  • ปล่อยว่างหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามควรแก่สภาพ
  • ใช้ประโยชน์หลายลักษณะในทรัพย์เดียวกัน


     ดังนั้น การมีบ้าน ห้องชุด ที่ดิน หรืออาคาร ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีภาระภาษีเท่ากัน เพราะยังต้องพิจารณาลักษณะการใช้ประโยชน์ มูลค่าที่ใช้เป็นฐานภาษี ผู้มีหน้าที่ และสิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนตามหลักเกณฑ์ที่ใช้ในช่วงเวลานั้น


     ก่อนนำตัวเลขใดไปคำนวณ ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลังอีกครั้ง


ภาษีอสังหาริมทรัพย์ ช่วงขาย ต้องดูภาษีเงินได้อย่างไร

     เมื่อเปลี่ยนจากการถือครองมาเป็นการขาย ภาษีอีกกลุ่มหนึ่งอาจเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหลักเกณฑ์ของผู้ขายที่เป็นบุคคลธรรมดากับผู้ขายที่เป็นนิติบุคคลไม่ได้เหมือนกันทุกกรณี


     ข้อมูลที่อาจมีผลต่อการพิจารณา ได้แก่

  • ผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  • ผู้ขายได้ทรัพย์มาโดยวิธีใด
  • ถือครองทรัพย์มานานเท่าใด
  • ต้องใช้ราคาหรือฐานใดในการคำนวณ
  • การขายเข้าลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไรตามหลักเกณฑ์หรือไม่


     ก่อนคำนวณเงินจริง ควรตรวจ หลักเกณฑ์ภาษีจากการขายอสังหาริมทรัพย์ของกรมสรรพากร อีกครั้ง เพราะภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ใช้ข้อมูลและเงื่อนไขในการพิจารณาแตกต่างกัน


     จึงไม่ควรนำวิธีคำนวณจากตัวอย่างเพียงกรณีเดียวไปใช้กับบ้าน ห้องชุด หรือที่ดินทุกกรณี


ผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดา

     สำหรับบุคคลธรรมดา วิธีได้มาของอสังหาริมทรัพย์และระยะเวลาที่ถือครอง อาจมีผลต่อวิธีคำนวณภาษีเงินได้จากการขาย


     ทรัพย์ที่ซื้อมาเอง ทรัพย์ที่ได้รับมรดก และทรัพย์ที่ได้รับจากการให้ อาจใช้หลักเกณฑ์ในการคำนวณแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำวิธีเดียวกันไปใช้กับทุกกรณีโดยอัตโนมัติ


     นอกจากนี้ วิธีนับระยะเวลาถือครองที่ใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้ อาจไม่เหมือนกับวิธีนับระยะเวลาเพื่อพิจารณาภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงควรแยกให้ชัดว่ากำลังตรวจภาษีประเภทใด


ผู้ขายเป็นนิติบุคคล

     หากผู้ขายเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หลักเกณฑ์การหักภาษีและฐานที่ใช้คำนวณอาจแตกต่างจากกรณีบุคคลธรรมดา


     อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทถือไว้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการ หรือทรัพย์ที่ขายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ จึงไม่ควรนำหลักที่ใช้กับเจ้าของบ้านซึ่งเป็นบุคคลธรรมดามาใช้แทนโดยตรง


     หากผู้ขายเป็นนิติบุคคล หรือธุรกรรมมีรายละเอียดซับซ้อน ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงของกรณีนั้น


ภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ได้เกิดกับการขายทุกครั้ง

     ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย คือคิดว่าทุกครั้งที่ขายอสังหาริมทรัพย์จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ


     ในความเป็นจริง ต้องพิจารณาก่อนว่าการขายนั้นเข้าลักษณะการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามหลักเกณฑ์หรือไม่ รวมถึงต้องดูสถานะของผู้ขาย ลักษณะการขาย ระยะเวลาการถือครอง และข้อยกเว้นตามกฎหมาย


     ในบางกรณี แม้บุคคลธรรมดาจะขายทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ก็อาจเข้าเงื่อนไขได้รับยกเว้น เช่น ทรัพย์ที่ได้มาโดยมรดก หรือกรณีที่เข้าเงื่อนไขเรื่องการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามที่กฎหมายกำหนด


     จึงไม่ควรจำเพียงว่า


     “ถือไม่ถึง 5 ปี ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ”


     หรือ


     “ถือเกิน 5 ปี ไม่เสียแน่นอน”


     แล้วนำไปใช้กับทุกกรณี เพราะยังมีเงื่อนไขอื่นที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน


ผู้ซื้อและผู้ขายหารือเอกสาร มีเครื่องคิดเลขและกุญแจบ้านประกอบการตรวจเงื่อนไขก่อนขายและโอนทรัพย์


อากรแสตมป์กับภาษีธุรกิจเฉพาะ ต้องดูคู่กันอย่างไร

     อากรแสตมป์กับภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ควรถูกนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทุกครั้ง


     โดยทั่วไป หากการขายนั้นอยู่ในบังคับและมีการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว อาจมีหลักเกณฑ์ยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับกรณีนั้นตามกฎหมาย


     เพื่อให้เข้าใจง่าย ควรพิจารณาตามลำดับดังนี้

  1. การขายครั้งนี้เข้าข่ายภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่
  2. มีข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้องกับผู้ขายหรือทรัพย์หรือไม่
  3. เมื่อทราบแล้วว่าต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ จึงค่อยตรวจต่อว่าอากรแสตมป์เกี่ยวข้องกับกรณีนั้นอย่างไร


     วิธีนี้ช่วยลดความสับสนได้ดีกว่าการจำสั้น ๆ ว่า “เสียอย่างหนึ่งแล้วไม่เสียอีกอย่างหนึ่งเสมอ” โดยไม่ได้ตรวจเงื่อนไขของธุรกรรมให้ครบก่อน


ราคาซื้อขายกับราคาประเมิน อาจใช้ต่างกันตามรายการที่คำนวณ

     อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ควรนำภาษีทุกประเภทมารวมเป็นสูตรเดียว คือแต่ละรายการอาจใช้ข้อมูลหรือฐานในการคำนวณต่างกัน


     ข้อมูลที่อาจนำมาใช้พิจารณา ได้แก่

  • ราคาซื้อขาย
  • ราคาประเมินทุนทรัพย์
  • ระยะเวลาถือครอง
  • วิธีได้มาของทรัพย์
  • สถานะของผู้ขาย


     จึงไม่ควรสรุปว่าภาษีทุกประเภทต้องใช้ “ราคาที่สูงกว่า” หรือใช้ “ราคาประเมิน” เหมือนกันทั้งหมด


     ก่อนคำนวณควรระบุให้ชัดก่อนว่ากำลังคำนวณภาษีหรือค่าธรรมเนียมรายการใด แล้วจึงตรวจว่ารายการนั้นต้องใช้ข้อมูลหรือฐานใดในการคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง


ช่วงโอน — ต้องแยกภาษีออกจากค่าธรรมเนียม

     วันจดทะเบียนโอนเป็นช่วงที่อาจมีค่าใช้จ่ายหลายรายการเกิดขึ้นพร้อมกัน จึงทำให้คำว่า “ค่าโอน” หรือ “ภาษีโอน” ถูกใช้ปะปนกันจนเกิดความสับสน


     ในวันเดียวกันอาจมีรายการ เช่น

  • ภาษีเงินได้จากการขาย
  • ภาษีธุรกิจเฉพาะ หากเข้าเงื่อนไข
  • อากรแสตมป์ตามกรณี
  • ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอน
  • ค่าจดทะเบียนจำนอง หากมีการจำนอง
  • ค่าธรรมเนียมอื่นตามลักษณะของนิติกรรม


     หากต้องการตรวจว่ารายการใดเป็นค่าธรรมเนียม ภาษี หรืออากรในการจดทะเบียน ควรตรวจ ข้อมูลค่าธรรมเนียม ภาษี และอากรจากกรมที่ดิน โดยตรง และเช็คมาตรการที่มีผลในวันที่ทำธุรกรรมอีกครั้ง


     แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เป็น “ภาษี” ทั้งหมด


     หากต้องการดูต่อว่าการจดทะเบียนโอนหนึ่งครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ควรแยกไปศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายวันโอนอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ เพราะเป็นคนละเรื่องกับการแยกประเภทภาษีในบทความนี้


ค่าธรรมเนียมการโอนไม่ใช่ภาษี

     ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนเป็นค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ไม่ควรเรียกรวมว่าเป็น “ภาษีโอน”


     การเรียกชื่อแต่ละรายการให้ถูกต้องช่วยให้เข้าใจได้ชัดขึ้นว่า รายการใดเป็นภาษี รายการใดเป็นอากร และรายการใดเป็นค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการจดทะเบียน


     อัตราค่าธรรมเนียมหรือมาตรการลดค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมที่ดินก่อนทำธุรกรรมจริง


ใครเป็นคนจ่าย ต้องแยกหน้าที่ตามกฎหมายกับข้อตกลงของคู่สัญญา

     อีกเรื่องที่ไม่ควรเหมารวม คือการบอกว่า “ผู้ซื้อจ่ายทั้งหมด” หรือ “ผู้ขายจ่ายทั้งหมด”


     ควรแยกออกเป็น 2 เรื่อง

  1. ตามกฎหมาย ใครเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับภาษีหรือค่าธรรมเนียมแต่ละรายการ
  2. ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงกันว่าใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนใด


     แม้ผู้ซื้อกับผู้ขายจะตกลงแบ่งค่าใช้จ่ายกันในรูปแบบใด ข้อตกลงนั้นไม่ได้ทำให้ประเภทของภาษี หรือผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละรายการเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ


     ก่อนวางมัดจำหรือทำสัญญา จึงควรระบุเรื่องการแบ่งค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน แทนการใช้คำกว้าง ๆ ว่า “ค่าโอนคนละครึ่ง” โดยไม่ได้แจกแจงว่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายรายการใดบ้าง


     เมื่อแยกได้แล้วว่ารายการใดเป็นภาษี อากร หรือค่าธรรมเนียม และใครรับผิดชอบส่วนไหน ควรดู ขั้นตอนโอนบ้านและที่ดินที่สำนักงานที่ดิน ต่อ เพื่อเตรียมเอกสารและเข้าใจลำดับตั้งแต่ยื่นเรื่อง ตรวจเอกสาร ชำระค่าใช้จ่าย ไปจนถึงตรวจข้อมูลหลังจดทะเบียนก่อนกลับ


บ้าน คอนโด ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์เพื่อธุรกิจ ใช้หลักเดียวกันทั้งหมดหรือไม่

     ไม่ควรสมมติว่าอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทใช้หลักเดียวกันทั้งหมด แม้บ้าน คอนโด ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อธุรกิจบางประเภทจะอยู่ภายใต้กฎหมายภาษีชุดเดียวกัน แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดของทรัพย์และผู้เกี่ยวข้อง


     ข้อมูลที่ควรเช็ค เช่น

  • ประเภทของอสังหาริมทรัพย์
  • ผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ขาย
  • ผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  • วิธีได้มาของทรัพย์
  • ระยะเวลาถือครอง
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์
  • ฐานที่ใช้คำนวณภาษีแต่ละประเภท
  • ข้อยกเว้นหรือมาตรการที่มีผลในวันที่ทำธุรกรรม


     โดยเฉพาะโรงงาน โกดัง อาคารพาณิชย์ หรืออสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทถือไว้เพื่อใช้ประกอบกิจการ ต้องระวังไม่ใช้หลักของเจ้าของบ้านที่เป็นบุคคลธรรมดาไปแทนทั้งหมด


กรณีพิเศษที่ไม่ควรใช้ข้อมูลการขายทั่วไปไปแทน

     คำว่า “โอนอสังหาริมทรัพย์” มีความหมายกว้างกว่าการขาย เพราะทรัพย์สามารถเปลี่ยนเจ้าของได้จากหลายสาเหตุ ไม่ได้เกิดจากการซื้อขายเพียงอย่างเดียว


     ดังนั้น บางกรณีจึงควรแยกออกจากการซื้อขายทั่วไป และตรวจหลักเกณฑ์ของกรณีนั้นโดยเฉพาะ


มรดก

     อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมรดกอาจใช้หลักเกณฑ์บางอย่างต่างจากทรัพย์ที่ซื้อมาเอง ทั้งในเรื่องการขายในภายหลังและเงื่อนไขของภาษีบางประเภท


     ก่อนคำนวณจึงควรระบุให้ชัดก่อนว่า ทรัพย์นั้นได้มาโดยวิธีใด


การให้

     การให้โดยเสน่หา หรือการโอนทรัพย์ให้บุคคลในครอบครัว ไม่ควรนำข้อมูลของการขายทั่วไปไปใช้สรุปโดยตรง เพราะลักษณะของการโอนและภาระที่เกี่ยวข้องอาจแตกต่างกัน


     ควรตรวจรายละเอียดตามความสัมพันธ์ของคู่กรณี ประเภทของทรัพย์ และหลักเกณฑ์ที่ใช้ในวันที่จดทะเบียน


นิติบุคคลและอสังหาริมทรัพย์เพื่อธุรกิจ

     หากเจ้าของหรือผู้ขายเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือถืออสังหาริมทรัพย์ไว้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการ ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ของนิติบุคคลและลักษณะของกิจการโดยเฉพาะ


     กรณีเหล่านี้ไม่ควรนำวิธีคำนวณหรือข้อยกเว้นที่ใช้กับบุคคลธรรมดามาใช้แทนโดยไม่ตรวจรายละเอียดก่อน


ทรัพย์ที่สร้างรายได้จากค่าเช่า

     หากบ้าน คอนโด ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อธุรกิจมีรายได้จากการให้เช่า รายได้นั้นอาจเกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับภาษีที่เกิดขึ้นเมื่อขายทรัพย์


     จึงควรแยก “ภาษีจากรายได้ค่าเช่า” ออกจาก “ภาษีจากการขายอสังหาริมทรัพย์” เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่างภาษีที่เกิดขึ้นคนละช่วงเวลา


แผนที่ ภาษีอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่ถือครอง ขาย จนถึงโอน

     ก่อนเริ่มคำนวณ ลองถาม 3 เรื่องกับภาษีแต่ละประเภทก่อนว่า “ใครเกี่ยวข้อง เกิดขึ้นเมื่อไร และเกิดขึ้นเพราะอะไร”


ภาษีอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่ช่วงถือครอง การตกลงขาย ไปจนถึงการเตรียมเอกสารและจดทะเบียนโอน


     ช่วงถือครอง


     ใครเกี่ยวข้อง: เจ้าของหรือผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย


     เกิดเมื่อไร: ระหว่างการถือครองทรัพย์ในแต่ละปีภาษี


     เกิดเพราะอะไร: มีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือห้องชุดที่อยู่ในข่ายตามกฎหมาย


     สิ่งที่ควรเช็ค: ลักษณะการใช้ประโยชน์ ผู้มีหน้าที่ และหลักเกณฑ์ของปีนั้น


     ช่วงขาย


     ใครเกี่ยวข้อง: ผู้ขาย รวมถึงผู้ที่กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่หักหรือนำส่งภาษีในกรณีนั้น


     เกิดเมื่อไร: เมื่อมีการขายอสังหาริมทรัพย์


     เกิดเพราะอะไร: มีรายได้จากการขาย หรือการขายนั้นเข้าลักษณะที่กฎหมายกำหนด


     สิ่งที่ควรเช็ค: ภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ตามกรณี


     ช่วงจดทะเบียนโอน


     ใครเกี่ยวข้อง: คู่สัญญาและผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ


     เกิดเมื่อไร: เมื่อมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม


     เกิดเพราะอะไร: อาจมีทั้งภาษีหรืออากรที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม และค่าธรรมเนียมจากการจดทะเบียน


     สิ่งที่ควรเช็ค: แยกภาษี อากร และค่าธรรมเนียมออกจากกันก่อนคำนวณ


ก่อนคำนวณเงินจริง ควรเตรียมข้อมูลอะไร

     ก่อนถามว่า “ต้องจ่ายกี่บาท” ควรเตรียมข้อมูลของทรัพย์และผู้เกี่ยวข้องให้ครบเสียก่อน เพราะข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการพิจารณาภาษีและค่าธรรมเนียมแต่ละรายการ


     ข้อมูลที่ควรเตรียม ได้แก่

  • ประเภทของอสังหาริมทรัพย์
  • ผู้ถือกรรมสิทธิ์ปัจจุบัน
  • ผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  • วิธีที่ผู้ขายได้ทรัพย์มา
  • วันที่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง
  • วันที่คาดว่าจะขายหรือโอน
  • ราคาซื้อขายจริง
  • ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ของทรัพย์
  • ข้อมูลทะเบียนบ้าน หากเป็นเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
  • มีการจำนองหรือนิติกรรมอื่นพร้อมกันหรือไม่
  • มีมาตรการลด ยกเว้น หรือหลักเกณฑ์ใหม่ที่มีผลในวันที่ทำธุรกรรมหรือไม่


     ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การสอบถามสำนักงานที่ดิน กรมสรรพากร หรือหน่วยงานท้องถิ่นตรงประเด็นมากกว่าการเริ่มต้นด้วยคำถามเพียงว่า “ขายบ้านต้องเสียภาษีเท่าไร”


ก่อนจ่ายจริง อย่ารวมภาษีทุกอย่างเป็นก้อนเดียว

     วิธีพิจารณาภาษีที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ให้เข้าใจง่าย คือเริ่มจากระบุให้ได้ก่อนว่า ทรัพย์กำลังอยู่ในช่วง “ถือครอง” “ขาย” หรือ “จดทะเบียนโอน”


     จากนั้นค่อยดูทีละรายการว่า ภาษีนั้นเกี่ยวข้องกับใคร เกิดขึ้นจากเหตุใด ต้องใช้ข้อมูลอะไรประกอบการพิจารณา และมีข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขใดที่ต้องตรวจเพิ่มเติม


     ไม่ควรรวมภาษี อากร และค่าธรรมเนียมทั้งหมดเป็นตัวเลขก้อนเดียวตั้งแต่ต้น เพราะแต่ละรายการอาจใช้ฐานในการคำนวณและหลักเกณฑ์ต่างกัน


     ก่อนจ่ายเงินจริง ควรตรวจสอบอัตรา ฐานภาษี ข้อยกเว้น สิทธิลดหย่อน กำหนดเวลา และมาตรการล่าสุดจากกรมสรรพากร กรมที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง โดยเฉพาะกรณีที่รายละเอียดของทรัพย์หรือสถานะของผู้ขายมีความซับซ้อน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น