ยื่นกู้ซื้อบ้าน ต้องเตรียมมากกว่าแค่สลิปเงินเดือนหรือรายการเดินบัญชี ผู้กู้ควรรวบรวมข้อมูลรายได้ ภาระหนี้ เงินที่ต้องออกเอง ข้อมูลของผู้กู้ร่วม และรายละเอียดของบ้านที่จะซื้อให้พร้อมก่อนส่งให้ธนาคาร แม้เอกสารจะครบ ก็ไม่ได้หมายความว่าสินเชื่อจะได้รับอนุมัติแน่นอน เพราะธนาคารยังต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ ข้อมูลของทรัพย์ และหลักเกณฑ์สินเชื่อที่ใช้ในขณะนั้นด้วย
บทความนี้จะช่วยให้คุณเตรียมข้อมูลก่อนขอสินเชื่อได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ข้อมูลส่วนบุคคล รายได้ ภาระหนี้ เงินของตัวเอง ข้อมูลของทรัพย์ ไปจนถึงรายการที่ควรตรวจสอบและวิธีติดตามสถานะหลังส่งคำขอ เป้าหมายคือทำให้ข้อมูลที่ส่งให้ธนาคารครบ ชัดเจน และตรงกับความเป็นจริง ไม่ใช่หาวิธีทำให้สินเชื่อ “ผ่านแน่นอน”
ยื่นกู้ซื้อบ้าน ต้องเตรียมอะไรบ้าง อย่าเริ่มจากถามแค่ว่ากู้ได้กี่ล้าน
เมื่อเริ่มมีบ้านหรือช่วงราคาที่สนใจแล้ว สิ่งแรกที่ควรรู้ไม่ใช่แค่วงเงินสูงสุดที่อยากกู้ แต่ควรดูทั้งสถานะทางการเงินของตัวเองและข้อมูลของทรัพย์ที่จะซื้อไปพร้อมกัน
ก่อนเริ่มเตรียมเอกสาร ลองตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ก่อน
- บ้านหรือทรัพย์ที่สนใจราคาเท่าไร
- มีเงินของตัวเองที่พร้อมใช้ประมาณเท่าไร
- ต้องการขอสินเชื่อประมาณเท่าไร
- จะกู้คนเดียวหรือกู้ร่วม
- มีหนี้หรือภาระผ่อนอะไรอยู่บ้าง
- รายได้หลักและรายได้อื่นมีหลักฐานรองรับหรือไม่
- มีข้อมูลหรือเอกสารของทรัพย์อยู่ในมือแล้วมากน้อยแค่ไหน
ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ได้บอกว่าธนาคารจะอนุมัติวงเงินเท่าไร แต่จะช่วยให้เห็นว่าตัวเองมีความพร้อมเพียงใดก่อนเริ่มส่งเอกสารจริง
หากยังไม่แน่ใจว่าช่วงราคาบ้านที่กำลังมองเหมาะกับงบของตัวเองหรือไม่ ควรกำหนดงบซื้อบ้านให้ชัดก่อนเตรียมเอกสารสินเชื่อ เพื่อไม่ให้วงเงินที่คาดว่าจะกู้ได้กลายเป็นตัวกำหนดราคาบ้านที่ต้องซื้อ
หากยังอยู่ในช่วงเปรียบเทียบว่าควรเริ่มจากบ้าน คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ หรือที่ดิน และแต่ละแบบมีภาระค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร ควรทบทวนแนวทาง ซื้ออสังหาฯ ครั้งแรก ก่อนกำหนดวงเงินสินเชื่อที่ต้องการ
ก่อนยื่นกู้ แยก “เตรียมพร้อม” ออกจาก “อนุมัติผ่าน” ให้ชัด
การเตรียมเอกสารครบช่วยให้ธนาคารตรวจข้อมูลได้สะดวกขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่าสินเชื่อจะได้รับอนุมัติ
โดยทั่วไป ธนาคารอาจพิจารณาหลายเรื่องร่วมกัน เช่น รายได้ ความสม่ำเสมอของรายได้ ภาระหนี้ ประวัติการชำระหนี้ คุณสมบัติของผู้กู้ หลักประกัน และนโยบายสินเชื่อที่ใช้ในช่วงเวลานั้น
หากต้องการดูหลักทั่วไปที่ใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ควรอ่านข้อมูลเรื่อง สิ่งที่ควรรู้เมื่อขอกู้เงิน จากธนาคารแห่งประเทศไทย และตรวจเงื่อนไขล่าสุดกับธนาคารที่จะยื่นจริงอีกครั้ง
ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือเตรียมข้อมูลตามความเป็นจริงให้ครบและสามารถอธิบายที่มาได้ ไม่ควรพยายามทำให้สถานะทางการเงินดูดีกว่าความจริง เช่น โอนเงินวนเพื่อให้ยอดในบัญชีดูสูง สร้างรายได้ที่ไม่มีอยู่จริง ปกปิดภาระหนี้ หรือให้ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
เริ่มจากทำสรุปข้อมูลผู้กู้ไว้หนึ่งหน้า
ก่อนค้นเอกสารทีละใบ ควรทำสรุปข้อมูลผู้กู้ไว้หนึ่งหน้าเพื่อใช้ตรวจความพร้อมของตัวเองก่อน เอกสารนี้ไม่ใช่แบบฟอร์มของธนาคาร แต่เป็นบันทึกส่วนตัวที่ช่วยให้เห็นข้อมูลสำคัญทั้งหมดในที่เดียว
ข้อมูลที่ควรรวบรวม ได้แก่
- อายุและอาชีพ
- ลักษณะการทำงาน
- อายุงานหรือระยะเวลาประกอบกิจการ
- รายได้ประจำ
- รายได้อื่นที่มีหลักฐานรองรับ
- ผู้กู้ร่วม ถ้ามี
- สินเชื่อและภาระผ่อนที่มีอยู่
- เงินของตัวเองที่พร้อมใช้
- ราคาทรัพย์ที่กำลังซื้อ
- วงเงินสินเชื่อที่ต้องการโดยประมาณ
- ประเภทและที่ตั้งของทรัพย์
- เอกสารใดมีแล้ว และเอกสารใดยังต้องขอเพิ่ม
เมื่อเห็นข้อมูลทั้งหมดในหน้าเดียว จะตรวจได้ง่ายขึ้นว่ายังขาดอะไร และช่วยลดโอกาสที่ข้อมูลในแบบคำขอจะไม่ตรงกับเอกสารที่ส่งให้ธนาคารภายหลัง
ยื่นกู้ซื้อบ้าน เอกสารควรแบ่งเป็นหมวด ไม่ควรรวมทุกอย่างไว้ในรายการเดียว
เอกสารที่ธนาคารต้องการอาจแตกต่างกันตามประเภทของผู้กู้ ลักษณะรายได้ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ การมีผู้กู้ร่วม และประเภทของทรัพย์ จึงไม่ควรนำรายการเอกสารของธนาคารแห่งหนึ่งไปใช้เป็นมาตรฐานเดียวกับทุกธนาคาร
เพื่อให้เห็นตัวอย่างว่ารายการเอกสารอาจต่างกันตามลักษณะผู้กู้ สามารถดู รายการเอกสารประกอบการสมัครสินเชื่อบ้าน จากธนาคารกสิกรไทยเป็นตัวอย่าง แล้วตรวจรายการล่าสุดจากธนาคารที่จะยื่นจริงอีกครั้ง
เอกสารส่วนบุคคล
เอกสารกลุ่มนี้ใช้ยืนยันตัวตนและข้อมูลพื้นฐานของผู้กู้ เช่น เอกสารประจำตัว และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพของผู้กู้ตามกรณี
ก่อนส่งควรเช็คชื่อ นามสกุล คำนำหน้า ที่อยู่ และข้อมูลสำคัญในเอกสารแต่ละชุดว่าตรงกันหรือไม่ หากมีข้อมูลบางส่วนเปลี่ยนแปลงไป ควรถามธนาคารว่าต้องใช้เอกสารเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อมูลนั้นหรือไม่
เอกสารแสดงรายได้
เอกสารกลุ่มนี้ใช้แสดงที่มาของรายได้และลักษณะการรับเงิน เช่น เอกสารจากนายจ้าง หลักฐานรายรับ รายการเดินบัญชี เอกสารภาษี หรือเอกสารอื่นตามที่ธนาคารกำหนด
ไม่ควรจำจากคำบอกต่อว่าต้องใช้เอกสารย้อนหลังจำนวนกี่เดือนแล้วนำไปใช้กับทุกธนาคาร เพราะแต่ละแห่งอาจกำหนดประเภทเอกสารและช่วงเวลาของข้อมูลไม่เหมือนกัน
เอกสารเกี่ยวกับอาชีพหรือกิจการ
เจ้าของกิจการและผู้ประกอบอาชีพอิสระอาจต้องใช้ข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน เพื่อให้ธนาคารเห็นที่มาของรายได้และลักษณะการทำงานหรือการประกอบกิจการ เช่น รายการเดินบัญชี เอกสารเกี่ยวกับกิจการ เอกสารภาษี หรือหลักฐานรายรับอื่นตามกรณี
จุดที่ควรเข้าใจคือ เงินที่เข้าและออกจากบัญชีจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นรายได้สุทธิ จึงไม่ควรนำยอดเงินหมุนเวียนในบัญชีไปคิดว่าเป็นรายได้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
เอกสารเกี่ยวกับภาระทางการเงิน
ควรรวบรวมข้อมูลหนี้และภาระผ่อนของตัวเองให้ครบก่อนส่งคำขอ ไม่ควรรอให้ธนาคารเป็นฝ่ายแจ้งว่ามีภาระอะไรอยู่บ้าง
ข้อมูลที่ควรเช็ค เช่น
- สินเชื่อรถยนต์
- สินเชื่อส่วนบุคคล
- บัตรเครดิต
- สินเชื่อประเภทอื่น
- ภาระผ่อนรายเดือนที่เกี่ยวข้อง
เอกสารของผู้กู้ร่วม
หากมีผู้กู้ร่วม บุคคลนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของคำขอสินเชื่อ จึงอาจต้องเตรียมเอกสารส่วนบุคคล หลักฐานรายได้ ข้อมูลภาระหนี้ และเอกสารอื่นตามหลักเกณฑ์ของธนาคารเช่นกัน
ไม่ควรมองผู้กู้ร่วมเพียงว่าเป็นวิธีช่วยเพิ่มวงเงิน เพราะผู้กู้ร่วมอาจมีหน้าที่รับผิดชอบหนี้ตามสัญญาสินเชื่อด้วย นอกจากนี้ เงื่อนไขว่าใครสามารถเป็นผู้กู้ร่วมได้อาจแตกต่างกันตามธนาคารและผลิตภัณฑ์สินเชื่อ
เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อ
การขอสินเชื่อบ้านไม่ได้พิจารณาเฉพาะข้อมูลของผู้กู้ เพราะข้อมูลของทรัพย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการด้วย เอกสารที่เกี่ยวข้องอาจมีทั้งข้อมูลราคา สัญญาซื้อขาย เอกสารสิทธิ์ ข้อมูลผู้ขายหรือโครงการ และเอกสารอื่นตามประเภทของทรัพย์
ก่อนส่งคำขอ ควรตรวจทั้งรายการเอกสารที่ธนาคารต้องการและเอกสารของทรัพย์ที่จะซื้อให้ครบอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ต้องย้อนกลับไปตามเอกสารภายหลัง
ผู้มีรายได้ประจำกับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ควรเตรียมข้อมูลต่างกันอย่างไร
ผู้มีรายได้ประจำมักมีรายรับที่เชื่อมโยงกับนายจ้างและรอบการจ่ายเงินได้ค่อนข้างชัด ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของกิจการอาจต้องใช้ข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน เพื่อแสดงที่มาของรายได้และความต่อเนื่องของการทำงานหรือกิจการ
หากมีรายได้เสริม อย่าเพิ่งนำไปรวมเป็นรายได้สำหรับขอสินเชื่อเพียงเพราะเห็นว่ามีเงินเข้าบัญชี ควรถามตัวเองก่อนว่า
- มีหลักฐานยืนยันที่มาของรายได้นั้นหรือไม่
- รายได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอหรือเป็นครั้งคราว
- ธนาคารที่จะยื่นรับพิจารณารายได้ประเภทนี้หรือไม่
- ต้องใช้เอกสารอะไรเพิ่มเติมเพื่อยืนยันรายได้
แต่ละธนาคารอาจพิจารณารายได้แต่ละประเภทไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรคิดว่ารายได้ทุกบาทจะถูกนำไปใช้คำนวณเต็มจำนวน
ยื่นกู้ซื้อบ้าน ต้องเห็นภาระหนี้และเงินของตัวเองให้ครบ
แทนที่จะเริ่มจากถามว่า “หนี้กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะผ่าน” ควรเริ่มจากดูภาระหนี้ที่มีอยู่จริงก่อน แล้วแยกเงินที่ต้องใช้เองออกจากวงเงินสินเชื่อที่ต้องการขอ
ทำตารางสรุปภาระหนี้ของตัวเอง
สามารถทำตารางสั้น ๆ เพื่อดูภาพรวมของหนี้ได้ดังนี้
| รายการหนี้ | ยอดคงเหลือโดยประมาณ | ภาระรายเดือน |
|---|---|---|
| สินเชื่อหรือบัตรเครดิตรายการที่ 1 | ______ | ______ |
| สินเชื่อหรือบัตรเครดิตรายการที่ 2 | ______ | ______ |
| ภาระอื่น | ______ | ______ |
จากนั้นจดเพิ่มเติมไว้ในบันทึกส่วนตัวว่า หนี้แต่ละรายการเป็นของผู้กู้คนใด และข้อมูลนี้อัปเดตล่าสุดเมื่อใด
ตารางนี้ไม่ได้ใช้ทำนายว่าธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ แต่ช่วยให้ข้อมูลหนี้ไม่ตกหล่น และทำให้เห็นภาระทางการเงินของตัวเองได้ชัดขึ้นก่อนขอสินเชื่อเพิ่ม
หากต้องการเข้าใจว่า ข้อมูลเครดิต ประกอบด้วยอะไร และสถาบันการเงินนำข้อมูลส่วนนี้ไปใช้ร่วมกับข้อมูลอื่นอย่างไร ควรอ่านข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มเติม
แยกเงินที่ต้องใช้เองออกจากวงเงินกู้
ก่อนส่งคำขอ ควรรู้คร่าว ๆ ว่าราคาบ้านเท่าไร มีเงินของตัวเองอยู่เท่าไร และต้องการขอสินเชื่อประมาณเท่าใด แต่จำนวนที่ขอไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุมัติตามจำนวนนั้น
ควรแยกเงินของตัวเองอย่างน้อยเป็น
- เงินดาวน์หรือเงินส่วนต่างจากราคาซื้อ
- ค่าใช้จ่ายก่อนโอนตามกรณี
- ค่าใช้จ่ายในขั้นตอนซื้อขายและวันโอนตามข้อตกลง
- เงินที่ต้องใช้หลังรับโอน
ก่อนสรุปว่าเงินของตัวเองเพียงพอ ควรแยกเงินส่วนต่างวงเงินกู้ ค่าใช้จ่ายก่อนวันโอน ค่าใช้จ่ายในวันโอน และเงินสำรองหลังรับบ้านออกจากกัน เพื่อให้เห็นจำนวนเงินที่ต้องเตรียมเองได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากเงินดาวน์แล้ว ผู้ซื้อควรแยกเงินสำหรับค่าใช้จ่ายหลังซื้อไว้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อไม่ให้นำเงินที่มีทั้งหมดไปใช้กับการซื้อบ้านจนไม่เหลือเงินสำหรับช่วงหลังรับโอน
หลักเกณฑ์ด้านสินเชื่อ เช่น อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan-to-Value: LTV) เงื่อนไขวงเงิน และมาตรการกำกับสินเชื่อ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา และแม้หลักเกณฑ์จะกำหนดเพดานไว้ ก็ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะอนุมัติเต็มเพดานให้ผู้กู้ทุกคน จึงควรตรวจข้อมูลล่าสุดก่อนส่งคำขอจริง
กู้คนเดียวหรือกู้ร่วม ต้องเช็คข้อมูลของทุกคน ไม่ใช่ดูเฉพาะรายได้รวม
ก่อนเลือกว่าจะกู้คนเดียวหรือมีผู้กู้ร่วม ควรเช็คข้อมูลของทุกคนที่อยู่ในคำขอให้ครบ
- ใครเป็นผู้กู้หลัก
- ใครเป็นผู้กู้ร่วม
- แต่ละคนมีรายได้จากทางใด
- แต่ละคนมีภาระหนี้อะไร
- เอกสารของทุกคนพร้อมและข้อมูลตรงกันหรือไม่
จากนั้นควรตรวจเงื่อนไขของผู้กู้ร่วมกับธนาคารที่จะยื่นจริง เพราะคุณสมบัติ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กู้ และข้อกำหนดอื่นอาจแตกต่างกันในแต่ละธนาคาร
การมีผู้กู้ร่วมจึงไม่ได้หมายความว่าจะได้วงเงินเพิ่มหรือได้รับอนุมัติสินเชื่อเสมอไป ผลการพิจารณายังขึ้นอยู่กับข้อมูลของผู้กู้ทุกคนและหลักเกณฑ์ของธนาคาร
ข้อมูลบ้านที่กำลังซื้อก็เป็นส่วนหนึ่งของคำขอสินเชื่อ
ผู้ซื้อบางคนเตรียมเอกสารของตัวเองครบแล้ว แต่ข้อมูลของบ้านยังกระจัดกระจาย ทำให้ต้องกลับไปตามเอกสารจากผู้ขายหรือโครงการในภายหลัง
ควรรวบรวมข้อมูลของทรัพย์ไว้เป็นชุดเดียว โดยมีอย่างน้อย
- ประเภททรัพย์
- ที่ตั้ง
- ราคาที่ตกลงซื้อ
- ชื่อผู้ขายหรือโครงการ
- เอกสารของทรัพย์ที่ได้รับแล้ว
- สัญญาหรือเอกสารการซื้อที่เกี่ยวข้อง
- ชื่อและช่องทางติดต่อของผู้ขายหรือโครงการ
ประเภทของทรัพย์ก็มีผลต่อเอกสารที่ต้องเตรียม ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียม จึงควรเช็คว่าทรัพย์ที่กำลังซื้อมีเอกสารใดที่ธนาคารต้องใช้เพิ่มเติม
อีกจุดที่ไม่ควรมองข้ามคือ ราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกัน กับมูลค่าที่ธนาคารนำไปใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ อาจไม่ใช่จำนวนเดียวกันเสมอไป จึงไม่ควรวางแผนโดยคิดว่าธนาคารจะให้วงเงินเต็มตามราคาซื้อ
ก่อนส่งคำขอ ตรวจให้ข้อมูลทุกชุดสอดคล้องกัน
การมีเอกสารครบทุกใบยังไม่พอ หากข้อมูลในเอกสารแต่ละชุดไม่ตรงกัน ก่อนส่งควรไล่ตรวจข้อมูลสำคัญให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้น
แบบคำขอ → เอกสารส่วนบุคคล → ข้อมูลรายได้ → รายการเดินบัญชี → ภาระหนี้ → ข้อมูลผู้กู้ร่วม → ข้อมูลทรัพย์
สิ่งที่ควรเช็ค ได้แก่
- ชื่อและข้อมูลส่วนบุคคลตรงกันหรือไม่
- รายได้ที่กรอกสัมพันธ์กับหลักฐานหรือไม่
- มีภาระหนี้ตกหล่นหรือไม่
- ข้อมูลของผู้กู้ร่วมเป็นข้อมูลล่าสุดหรือไม่
- ราคาและข้อมูลทรัพย์ในเอกสารแต่ละชุดตรงกันหรือไม่
หากข้อมูลบางส่วนไม่ตรงกันด้วยเหตุผลที่อธิบายได้ ควรเตรียมหลักฐานหรือคำอธิบายประกอบตามข้อเท็จจริง ไม่ควรเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้สถานะทางการเงินดูดีกว่าความเป็นจริง
หลังยื่นกู้แล้ว ควรติดตามอะไรบ้าง
หลังส่งคำขอแล้ว ผู้กู้ยังต้องติดตามสถานะของคำขอ เอกสารที่ธนาคารขอเพิ่ม และเงื่อนไขที่ธนาคารแจ้ง ไม่ควรคิดว่าการส่งเอกสารครั้งแรกคือจุดสิ้นสุดของกระบวนการ
โดยทั่วไปคำขอสินเชื่อจะผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง
ลำดับขั้นอาจแตกต่างกันในแต่ละธนาคาร แต่โดยทั่วไปสามารถมองภาพรวมได้ดังนี้
เตรียมข้อมูล → ส่งคำขอ → ธนาคารตรวจเอกสาร → ขอข้อมูลเพิ่มเติม หากจำเป็น → ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์หรือประเมินมูลค่าทรัพย์ตามกรณี → พิจารณาสินเชื่อ → แจ้งผลและเงื่อนไข → ดำเนินการขั้นต่อไป
หากส่งคำขอแล้วเงียบไปช่วงหนึ่ง ไม่ควรสรุปเองว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ควรถามผู้ติดต่อของธนาคารว่าคำขออยู่ในขั้นตอนไหน และยังมีสิ่งใดที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมหรือไม่
ถ้าธนาคารขอเอกสารเพิ่ม
การที่ธนาคารขอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมอาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจคำขอ ไม่ได้หมายความว่าคำขอถูกปฏิเสธแล้ว
เมื่อได้รับการติดต่อให้ส่งข้อมูลเพิ่ม ควร
- เช็คให้ชัดว่าธนาคารต้องการเอกสารหรือข้อมูลอะไร
- ส่งข้อมูลตามความเป็นจริงและให้ตรงกับสิ่งที่ธนาคารขอ
- จดวันที่และช่องทางที่ส่ง
- เก็บสำเนาเอกสารชุดที่ส่งไว้
- ถามให้ชัดเมื่อไม่แน่ใจว่าต้องใช้เอกสารแบบใด
เอกสารอย่างบัตรประจำตัว รายการเดินบัญชี เอกสารภาษี และข้อมูลหนี้มีข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก ควรส่งผ่านช่องทางที่ธนาคารกำหนด ตรวจสอบผู้รับให้ถูกต้อง และไม่ส่งเอกสารที่มีข้อมูลละเอียดให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องโดยไม่จำเป็น
ถ้ายื่นหลายธนาคาร ควรทำตารางติดตามสถานะ
หากส่งคำขอมากกว่าหนึ่งธนาคาร ควรบันทึกว่าแต่ละแห่งได้รับข้อมูลอะไรไปแล้ว เพื่อป้องกันการสับสนระหว่างเอกสารและสถานะของแต่ละคำขอ
ตารางแรกใช้ติดตามข้อมูลหลักของคำขอ
| ธนาคาร | วันที่ยื่น | วงเงินที่ขอ |
|---|---|---|
| ______ | ______ | ______ |
| ______ | ______ | ______ |
อีกตารางใช้ติดตามสถานะและสิ่งที่ต้องทำ
| ธนาคาร | สถานะหรือเอกสารที่ขาด | สิ่งที่ต้องทำต่อ |
|---|---|---|
| ______ | ______ | ______ |
| ______ | ______ | ______ |
หากต้องจดชื่อหรือข้อมูลติดต่อของเจ้าหน้าที่ ควรเก็บไว้ในบันทึกส่วนตัว และไม่ควรรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็นไว้ในไฟล์ที่อาจถูกส่งต่อให้ผู้อื่น
ก่อนยื่นจริง ใช้รายการตรวจสอบความพร้อมอีกครั้ง
ข้อมูลสินเชื่อหลายอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นรายการเอกสาร คุณสมบัติผู้กู้ หลักเกณฑ์การพิจารณา เงื่อนไขผู้กู้ร่วม วงเงิน ระยะเวลากู้ อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม โปรโมชัน หรือมาตรการกำกับสินเชื่อ
ดังนั้น ก่อนส่งคำขอจริง ควรเช็คข้อมูลล่าสุดจากธนาคารที่จะยื่นและแหล่งข้อมูลทางการอีกครั้ง แล้วตรวจความพร้อมของตัวเองตามรายการต่อไปนี้
- [ ] รู้ราคาทรัพย์ที่กำลังซื้อ
- [ ] รู้วงเงินสินเชื่อที่ต้องการโดยประมาณ
- [ ] รวบรวมหลักฐานรายได้แล้ว
- [ ] รู้ภาระหนี้ของตัวเองครบ
- [ ] แยกเงินของตัวเองออกจากวงเงินที่จะขอแล้ว
- [ ] เอกสารส่วนบุคคลพร้อม
- [ ] เอกสารเกี่ยวกับอาชีพหรือกิจการพร้อมตามกรณี
- [ ] เอกสารของผู้กู้ร่วมพร้อม ถ้ามี
- [ ] ข้อมูลและเอกสารของทรัพย์พร้อมตามที่ธนาคารต้องใช้
- [ ] ตรวจความสอดคล้องของข้อมูลทุกชุดแล้ว
- [ ] เช็ครายการเอกสารล่าสุดจากธนาคารที่จะยื่นจริง
- [ ] รู้ช่องทางติดต่อและวิธีติดตามสถานะ
- [ ] เข้าใจว่าการส่งคำขอไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุมัติ
ยื่นกู้ซื้อบ้าน เตรียมข้อมูลจริงให้พร้อมก่อนธนาคารพิจารณา
ก่อนขอสินเชื่อบ้าน อย่าเตรียมเพียงเอกสารรายได้แล้วรอให้ธนาคารแจ้งว่าขาดอะไร ควรรวบรวมข้อมูลผู้กู้ รายได้ ภาระหนี้ เงินของตัวเอง ผู้กู้ร่วม และข้อมูลของบ้านที่จะซื้อ แล้วตรวจให้ข้อมูลทุกชุดสอดคล้องกันก่อนส่ง
หลังส่งคำขอ ควรติดตามว่าคำขออยู่ในขั้นตอนไหน หากธนาคารขอเอกสารเพิ่มเติม ก็ควรส่งตามข้อเท็จจริงและเก็บสำเนาไว้ เมื่อทราบผลสินเชื่อและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องชัดเจนแล้ว จึงค่อยเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนตรวจรับและโอนกรรมสิทธิ์
เมื่อผลสินเชื่อและเงื่อนไขต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ควรแยกให้ชัดระหว่างการดูทรัพย์ก่อนตัดสินใจซื้อกับการ ตรวจบ้านก่อนโอน เพราะทั้งสองขั้นตอนมีเป้าหมายและจุดที่ต้องตรวจต่างกัน
เป้าหมายของการเตรียมตัวทั้งหมดนี้ไม่ใช่การหาสูตรให้สินเชื่อ “ผ่านแน่นอน” แต่คือทำให้คำขอมีข้อมูลจริงที่พร้อมให้ธนาคารตรวจสอบ รู้ว่าคำขออยู่ในขั้นตอนไหน และรู้ว่าประเด็นใดควรถามธนาคารเพิ่มเติมก่อนเดินหน้าซื้อบ้านต่อ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น